Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร ?

Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร 


Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร ?

Plant Based Diet คือการลดน้ำหนักที่ให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่ทำมาจากพืช ซึ่งวิธีนี้ดีทั้งกับสุขภาพและโลกด้วย เราลองมาอ่านดูว่า Plant Based Diet คืออะไร ส่งผลกับสุขภาพยังไง แล้วควรกินอย่างไรหากต้องการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้

Plant Based Diet คืออะไร

คือการลดน้ำหนักที่กินเฉพาะอาหารที่ทำมาจากพืช บางคนก็เข้าใจว่านี่คือวิถีวีแกน (Vegan) หรือเปล่า ที่กินแต่ผักไม่กินเนื้อสัตว์ บางคนก็เข้าใจว่าคือการลดน้ำหนักที่กินแต่ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว แต่ก็สามารถกินเนื้อสัตว์ ปลา หรือผลิตภัณฑ์จกวัวได้

Plant Based Diet ส่งผลดีกับสุขภาพอย่างไร

ผลการวิจัยพบว่าผู้ที่กินแบบ Plant Based Diet มีดัชนีมวลกายที่น้อยกว่า และเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจน้อยกว่าคนกินเนื้อสัตว์

ผลการศึกษาในปี 2018 Plant Based Diet มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคอ้วน จากการศึกษาครั้งนั้นได้เลือกบุคคลเข้าร่วม 75 คนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเลือกว่าจะกินแต่พืชผัก หรือจะกินเนื้อสัตว์เหมือนเดิม ผลปรากฏว่า 4 เดือนต่อมาคนที่เลือกกินพืชผักสามารถลดน้ำหนักลงได้ 6.5 กิโลกรัม และยังสามารถกำจัดไขมัน และส่งผลต่อปัญหาเรื่องอินซูลีนได้มากกว่าคนที่กินเนื้อสัตว์

Plant Based Diet จริงๆ ก็คือการเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ มากกว่าอาหารที่แปรรูป อย่างเช่น

ผลไม้ จำพวกเบอร์รี่ กล้วย แอปเปิล องุ่น เมล่อน อโวคาโด ฯลฯ

ผัก เลือกกินที่หลากหลาย เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ อย่างเช่น บร็อกโคลี ผักคะน้า บีทรูท กะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง แครอต มะเขือเทศ พริกไทย บวบ ฯลฯ รวมถึงพืชที่ให้คาร์โบไฮเดรตและวิตามิน อย่างมันเทศ มันฝรั่ง ฟักทองน้ำเต้า บีท ฯลฯ

ถั่วฝัก คือแหล่งของไฟเบอร์และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วชิกพี ถัวเลนทิล ถั่วพี ถั่วแดง ถั่วดำ

เมล็ดต่างๆ ที่ช่วยเสริมสารอาหาร ยกตัวอย่าง งา ที่มีแคลเซียมสูง เมล็ดทานตะวันที่มีวิตามินอีสูง และอย่างอื่นอีก เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดเชีย เมล็กแฟลกซ์ ฯลฯ

ถั่ว คือแหล่งวิตามิน เช่น อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แมคคาเดเมีย พิสทาชิโอ ฯลฯ

ไขมันดี จำพวกอโวคาโด วอลนัต เมล็ดเชีย เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา

ธัญพืช แหล่งไฟเบอร์ แม็กนีเซียม สังกะสี และเซเลเนียม เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต สเปลต์ (คล้ายข้าวสาลี) บัควีต คีนัว ขนมปังโฮลวีต ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์

นมที่ทำมาจากพืช เช่น นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง นมมะพร้าว นมข้าว นมข้าวโอ๊ต

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

การลดปริมาณหรืองดกินเนื้อสัตว์ไปเลยก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารที่ได้จากพืชมีประโยชน์มากกว่า สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงจริงๆ ได้แก่ อาหารแปรรูป ขนมหวาน อย่างเค้ก บิสกิต แป้งขัดสี ผักที่ปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือเกลือ เกลือ ของมัน ของทอด ฯลฯ



Credit : www.sanook.com/health/20309/

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

ตั้งแต่ช่วงปลายปี ก.ย. 64 ถึงต้น ต.ค. “ราคาน้ำมันขึ้น” จนหลายคนเกิดคำถามว่า ราคาน้ำมันเแพงขึ้นเพราะอะไร หรือมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่สามารถดันราคาน้ำมันให้ขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดเจน

“กรุงเทพธุรกิจออนไลน์” ชวนไปส่อง “ค่าใช้จ่าย” ที่ซ่อนอยู่ใน “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” ทุกๆ หยดที่ล้วนมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันราคาสูงขึ้นหรือลดลงต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

  •  “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” มีค่าใช้จ่ายอะไรซ่อนอยู่บ้าง ? 

ข้อมูลจาก “กระทรวงพลังงาน” ระบุว่า “โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย” ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่

1. ราคาหน้าโรงกลั่น หรือราคาเนื้อน้ำมัน คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังไม่ได้รวมภาษี กองทุน และค่าการตลาด

2. ภาษีสรรพสามิต คือภาษีที่จัดเก็บสินค้าที่มีผลกระทบต่อสังคม ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดการใช้ของสินค้าเหล่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นการจัดหารายได้ให้แก่ภาครัฐ ซึ่งเงินส่วนหนึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสังคม

3. ภาษีมหาดไทย (ภาษีเทศบาล) คือ ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นตามมาตรา 4 ของ พรบ.จัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 และส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทย มีอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภท

4. เงินที่เรียกเก็บเข้า/อุดหนุน จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง วัตถุประสงค์หลักคือการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ

5. เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550

วัตถุประสงค์ คือ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินในมาตรา 25 โดยมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นผู้กำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ รวมทั้งกำหนดอัตราการส่งเงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนฯ 

6. ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการในส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการชนิดต่างๆ

โดยปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจการขายสินค้า การให้บริการทุกชนิด และการนำเข้า อยู่ที่อัตรา 7%

7. ค่าการตลาด คือ ผลตอบแทนที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จะได้รับจากการทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ซึ่งรวมถึงผลตอบแทนของการลงทุนก่อสร้างคลังน้ำมัน ระบบขนส่ง การก่อสร้างสถานีบริการ การส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจทุกอย่าง รวมถึงค่าใช้จ่ายบุคลากร

ดังนั้น ค่าการตลาดจึงมิใช่กำไรของผู้ประกอบการ แต่เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจซึ่งรวมถึงกำไรด้วย

8. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาด คิดเป็น 7% ของค่าการตลาด

  •  ใครคือผู้กำหนด “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” ในไทย ? 

คำถามมาคือ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้ที่ซ่อนอยู่ แล้วใครคือกำหนด “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ผู้กำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในประเทศไทยคือ “ผู้ค้าปลีก” หรือ “ปั๊มน้ำมัน” ต่างๆ ซึ่งการกำหนดราคาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น

– ค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ (ต้นทุนน้ำมันและการจัดส่ง)

– ค่าใช้จ่ายในการบริหารสถานีบริการน้ำมัน เช่น เงินเดือน ค่าเช่าที่ดินและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ

– การแข่งขันกับสถานีบริการอื่นๆ ในย่านเดียวกัน

โดยจะมีการคำนวณราคาน้ำมันอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ก็กำกับดูแลทางด้านราคาน้ำมันในภาพรวมอีกทอดหนึ่งด้วย

  •  ทำไมราคาน้ำมันหลายประเทศ ถูกกว่าไทย ? 

“ราคาน้ำมัน” ในประเทศต่างๆ มีปัจจัยที่แตกต่างกัน เช่น ต้นทุนการซื้อน้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันที่กลั่นขึ้นภายในประเทศย่อมมีราคาถูกกว่าน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำมีส่วนให้ราคาน้ำมันแต่ละประเทศต่างกัน เช่น

– ภาษีสรรพสามิตและภาษีต่างๆ

– การชดเชยราคาน้ำมันของรัฐ เช่น ในประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

– ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นๆ

เพราะฉะนั้น “ราคาน้ำมัน” ที่ขึ้นลง จึงเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยซึ่งต้องในแต่ละช่วงเวลาอาจต้องมาวิเคราะห์ลงในรายละเอียดว่าอะไรที่มีผลต่อราคาน้ำมันในเวลานั้น ทั้งในภาพรวมของตลาดโลก และในบริบทของแต่ละประเทศด้วย



Credit : www.bangkokbiznews.com/business/964109

6 เทคนิค สร้างสมาธิ ให้ทำงานมีประสิทธิภาพ

6 เทคนิค สร้างสมาธิ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน

เทคนิค สร้างสมาธิ ให้ทำงานมีประสิทธิภา
หลายคนประสบปัญหา ไม่สามารถโฟกัสกับงานได้นานๆ หรือบางทีรู้สึกไม่มีสมาธิ ทำให้งานที่ทำอยู่ไม่ประสบผลสำเร็จเสียที วันนี้เราจึงมีเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วย สร้างสมาธิ ให้จดจ่อได้นานและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อมนุษย์จดจ่อได้ลดลง

บริษัท Microsoft เผยแพร่ผลสำรวจว่า คนยุคปัจจุบันมีสมาธิจดจ่อสั้นลงจาก 12 วินาทีเหลือเพียง 8 วินาที จนหลายครั้งไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ ชีวจิตจึงขอเสนอวิธีสร้างสมาธิมาฝาก ดังนี้

• หยุดเช็กโทรศัพท์ก่อนเข้านอน – หลังตื่นนอน

โปรดสงวนเวลานั้นไว้ให้สมองและจิตใจของคุณค่อยๆ ผ่อนคลายลงจนเข้าสู่ห้วงนิทราหรือตื่นรับวันใหม่ด้วยความสงบ

• เพิ่มเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง

การออกไปเดินเล่นในสวนใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ เปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสทุกระบบของคุณได้ทำงานตามธรรมชาติ ควรฝึกอย่างน้อยวันละ 20 – 30 นาที

• กำมือ – คลายมือ

วิธีง่ายๆ อย่างกำมือเข้าแล้วคลายฝ่ามือออกช้าๆ โดยกำหนดลมหายใจไปด้วย การขยับมือต่อเนื่องอย่างน้อยครั้งละ 2 – 3 นาที จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย

• เปิดแท็บทำงานบนคอมพิวเตอร์เพียง 2 – 3 แท็บ

การเปิดหน้าจอมากกว่านั้นไม่ได้ช่วยให้คุณทำงานเสร็จเร็วขึ้นแต่จะส่งผลในทางตรงข้าม นอกจากนนี้ควรงดใช้โซเชียลมีเดียขณะทำงานด้วย

• เลือกงานอดิเรกที่ใช้ตา มือ สมองร่วมกัน

เช่น วาดภาพ เล่นดนตรี หรือ ทำงานฝีมือเพียงสัปดาห์ละ 1 – 2 ชั่วโมง วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาททำงานสัมพันธ์กันและฝึกความอดทนได้ดี

• ใช้เวลาคุณภาพกับสิ่งมีชีวิตรอบตัว

เช่น เล่นกับลูกๆ พาสุนัขไปเดินเล่น และทำสวน นอกจากจะช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย ยังทำให้คุณมีทักษะทางสังคม มีจิตใจอ่อนโยน รับมือกับปัญหาได้อย่างใจเย็น

ลองแทรกกิจกรรมเหล่านี้เข้าไปในชีวิตประจำวันทีละน้อยทำต่อเนื่องเพียง 2 สัปดาห์ คุณจะสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตนเอง


Chedit : https://goodlifeupdate.com/healthy-body/217931.html

Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

Europe's gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions
Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

European natural gas prices have soared so high that hundreds of millions of people could be facing cold homes or inflated energy bills over winter. There’s also fears of a knock-on impact as carbon dioxide used in food production – a byproduct of fertilizer made with natural gas – also gets more expensive.

Politicians are blaming the surge in prices on an increase in natural gas demand as the world wakes up from the pandemic, supply disruption caused by maintenance, and a less-windy-than-usual summer that saw a drop in wind-generated power.

But really, Europe’s crisis is in its renewables sector. The region has invested heavily in renewables, such as wind and solar, but it can’t get enough of this green power to the people who need it.

After the UN published its state-of-the-science climate report in August, warning the world must make deep and sustained cuts to greenhouse gas emissions this decade, there has been a growing understanding among political leaders that the transition away from fossil fuels needs to happen more quickly than planned.

There are other incentives to moving faster on renewables, however. A fuller transition would free Europe from the disruption of volatile energy markets and reduce its dependence on other oil and gas providers, such as Russia. Europe could avoid its energy security getting tangled up in geopolitical storms.

More than 40 European Union lawmakers, mostly from eastern and Baltic states, have appealed to the European Commission to launch an investigation into Russia’s state gas company Gazprom. They suspect it had been restraining its supply to push up prices and pressure Germany to expedite the launch of Nord Stream 2, a gas pipeline that runs from Russia and under the Baltic Sea to Germany.

Gazprom told CNN Business that it was supplying gas to customers abroad “in full compliance with existing contractual obligations” and that supplies were “at a level close to the historically record high” over the past eight months.The International Energy Agency said Wednesday that Russian exports to Europe were down from 2019 levels and that the country could do more to increase supplies ahead of winter.”In terms of the Russian state, there is clear evidence that it uses its gas exports for its own geopolitical gain, it uses that strategically, it’s not just a commercial venture,” said Manchester University’s Matthew Paterson, a professor of international politics who researches climate politics.”It’s used gas to get leverage over Ukraine very, very aggressively, and it seems to use it in relation to other eastern central European states,” he added.

Europe has long been a world leader in renewables. Last year, the European Union and United Kingdom used more renewable energy than fossil fuels to generate electricity.

But at the same time, the United Kingdom relies on gas for around 40% of its electricity and Europe is expanding and investing heavily in gas. The European Union currently has €87 billion ($102 billion) worth of gas projects in the pipeline, according to a report by the Global Energy Monitor (GEM).

The bloc is looking to increase gas imports by 35%, which GEM says sits “at odds with the EU’s stated goal of net-zero greenhouse gas emissions by 2050.”

Gas has been widely regarded as a “cleaner” bridging fuel to use during the transition from coal to renewables for electricity. But there are some problems with that. While gas emits less carbon than coal and oil, it is made mostly of methane, a very harmful greenhouse


Credit : https://edition.cnn.com/2021/09/22/business/europe-energy-gas-renewables-climate-cmd-intl/index.html

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China will not build new coal-fire projects abroad, a move that could be pivotal in tackling global emissions.

President Xi Jinping made the announcement in his address at the United Nations General Assembly.

China has been funding coal projects in countries like Indonesia and Vietnam under a massive infrastructure project known as the Belt and Road initiative.

But it has been under pressure to end the financing, as the world tries to meet Paris climate agreement targets.

“China will step up support for other developing countries in developing green and low-carbon energy, and will not build new coal-fired power projects abroad,” Mr Xi said in a video recording at the annual summit.

No further details were provided, but the move could limit the expansion of coal plants in many developing countries under China’s Belt and Road Initiative (BRI).

The BRI has seen China fund trains, roads, ports and coal plants in numerous countries, many of them developing nations. For the first time in several years however, it did not fund any coal projects in the first half of 2021.

China is also the world’s largest greenhouse gas emitter and is heavily reliant on coal for domestic energy needs.

Mr Xi mentioned promises made last year about China achieving peak emissions before 2030 and then transitioning to carbon neutrality by 2060.

The US Climate Envoy John Kerry welcomed the announcement, saying in a statement that he was “absolutely delighted to hear that President Xi has made this important decision”.

The head of the COP26 United Nations Climate Change Conference due to be held in Scotland next month also applauded the news.

“It is clear the writing is on the wall for coal power. I welcome President Xi’s commitment to stop building new coal projects abroad – a key topic of my discussions during my visit to China,” Alok Sharma said.

This is the announcement that China has increasingly been expected to make.

For nearly a decade now coal fired power stations have been a key feature of Xi Jinping’s awkwardly named Belt and Road Initiative of foreign investment.

However, the reality is that the number of these projects has fallen significantly.

Crucial details will need to be cleared up; when will this take effect? Will it cover new power plants approved but not yet built? Will China also stop financing new coal fired power stations abroad?

This is progress, but it’s the low hanging fruit in terms of China’s addiction to coal.

Half the coal burned in the world is burned in China. It is still adding numerous new coal power plants at home, with a lifespan of 40 to 50 years.

The biggest question remains: When will this country start to cut the overall number within its borders and substantially reduce its dependency on the most polluting form of power generation?

Mr Xi’s address came after US President Joe Biden gave his maiden speech at the United Nations during which he urged countries to work together as never before to tackle global problems such as climate change and the pandemic.

Mr Biden also said that democracy would not be defeated by authoritarianism, but refrained from mentioning China by name.

“The future will belong to those who give their people the ability to breathe free, not those who seek to suffocate their people with an iron hand,” Mr Biden said.

“We all must call out and condemn the targeting and oppression of racial, ethnic, and religious minorities, whether it occurs in Xinjiang or northern Ethiopia, or anywhere in the world,” he added, referring to the western Chinese region where China is accused of using forced labour.

Relations between the US and China are at an all time low over issues including trade, human rights and the origins of Covid-19.

In his address, Mr Xi said that China had peaceful intentions in international relations.

But he also seemed to address the tensions and the formation of alliances in the region like the “Quad” grouping, made up of Australia, the US, India and Japan, saying there was a need to “reject the practice of forming small circles or zero-sum games”.


Credit : www.bbc.com/news/world-asia-china-58647481

ขวด PET ในมือมีคุณค่าเพียง 18 ขวด ทำชุด PPE ช่วยคุณหมอได้ 1 ชุด

 แยกขวด 18 ขวด ทำชุด PPE ช่วยคุณหมอได้ 1 ชุด

ขวด PET ในมือมีคุณค่าเพียง 18 ขวด ทำชุด PPE ช่วยคุณหมอได้ 1 ชุด

  • ก่อนอื่นมาดูกันว่า ขวดพลาสติก 18 ขวด แปลงร่างไปเป็นชุด PPE ได้อย่างไร เริ่มจากการผลิตเป็นเม็ดพลาสติก PET รีไซเคิล ให้กลายเป็นเส้นด้าย ของผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการเคลือบกันน้ำ และ นำไปตัดเย็บออกมาเป็นชุด PPE 1 ชุด
  • ต่อมามาดูกันว่า “ขวดเพ็ท” คืออะไร และ ขวดแบบไหนนำไปทำชุด PPE ได้
    ขวดเพ็ท คือขวดน้ำพลาสติกใส ขวดเครื่องดื่ม สังเกตดูที่ขวด จะมีสัญลักษณ์รีไซเคิลเบอร์1 เมื่อคัดแยกออกมาแล้วเหยียบขวดให้แบน และ ห้ามนำสิ่งแปลกปลอมใส่ลงไปในขวด ด้วยความที่สถานการณ์โควิด 19 ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ชุด PPE จึงมีความจำเป็นมากขึ้นตามลำดับ เฟซบุ๊ค “เพจ Less Plastic Thailand” จึงผนึก 5 พันธมิตร เดินหน้าโครงการ “แยกขวดช่วยหมอ” ชวนคนไทยช่วยบุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ให้ปลอดภัยจากสถานการณ์โควิด 19 ตั้งเป้าในการส่งมอบชุด PPE Level 2 แบบซักสะอาดใช้ซ้ำได้ 20 ครั้ง (Reusable PPE) จำนวนขั้นต่ำ 5,000 ชุด ให้แก่มูลนิธิคณะทันตแพทยศาสตร์มหิดล และวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ จุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนำไปบริจาคในพื้นที่ขาดแคลน และเพื่อให้การดำเนินงานครบวงจรและภารกิจนี้สำเร็จได้อย่างแท้จริง “เพจ Less Plastic” ได้จับมือกับ “YOUเทิร์น Platform by GC” แพลทฟอร์มบริหารจัดการขยะพลาสติกครบวงจร ที่มีภารกิจระดมขวดพลาสติกใช้แล้ว หรือขวดพลาสติกใสที่ใช้ดื่มน้ำ จากจุดรับพลาสติกใช้แล้วของ YOUเทิร์น และพันธมิตร ที่ร่วมกันในการเก็บขวดพลาสติกใช้แล้ว และยังใช้เป็นคลังเก็บวัตถุดิบ ก่อนนำไปทำเป็นเส้นใย ถักทอ เคลือบสะท้อนน้ำ ซึ่ง “ไทยแทฟฟิต้า” จะทำหน้าที่ในการตัดเย็บให้เป็นชุด PPE Level 2 ที่เมื่อซักสะอาดแล้วสามารถใช้ซ้ำได้ 20 ครั้ง เป็นชุดที่เหมาะสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อใส่ป้องกันการติดเชื้อในจุดคัดกรอง หัตถการขนาดเล็ก
  • ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปรวมพลังในการบริจาคขวดน้ำพลาสติกที่ใช้แล้ว ณ จุดรับพลาสติกใช้แล้วของโครงการฯ ดังนี้
  • สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ร่วมโครงการ
  • PTT STATION สาขาแยกประชาอุทิศ-ลาดพร้าว
  • PTT STATION สาขาวิภาวดีรังสิต
  • PTT STATION สาขาวิภาวดี 11
  • PTT STATION สาขารามอินทรา กม. 6.5
  • PTT STATION บจ.ที.เค.ที คอมเมอร์เชียล
  • PTT STATION สาขามีนบุรี
  • PTT STATION สาขายานนาวา
  • PTT STATION สาขาจอมทอง
  • จุดรับพลาสติกใช้แล้ว โครงการ ส่งพลาสติกกลับบ้าน
  • จุดรับของเครือข่าย Less Plastic Thailand
  • คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคาร A
  • บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (สำนักงานใหญ่)
  • หากไม่สะดวกมาที่จุดรับพลาสติกใช้แล้ว สามารถนำส่งไปรษณีย์มาร่วมโครงการ ได้ที่ โครงการแยกขวดช่วยหมอ บริษัท ทีเออาร์เอฟ จำกัด (อาคารบริหารจัดการขยะ) 999 หมู่ 1 ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540 นอกจากนี้ โครงการฯ กำลังขยายจุด Drop Point สู่จังหวัดต่าง ๆ ผ่านช่องทางพันธมิตร ทั้งนี้ สามารถติดตามช่องทางการรับพลาสติกใช้แล้ว และความคืบห น้าโครงการฯ ได้ทางเพจ Less Plastic
    
  • โครงการ Less Plastic ยังคง ขอ “ระดมทุน” เพื่อหาค่าผลิต ค่าตัดเย็บ (ราคาชุดละ 450 บาท) บริจาคผ่าน 2 บัญชี มูลนิธิคณะทันตแพทยศาสตร์มหิดล และวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ จุฬาภรณ์ มธ. (สิ้นสุด 25 ธันวาคม 2564)


Credit : www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/152901#&gid=null&pid=2

สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย

สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย
           สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือน ก.ค.มีมูลค่า 22,650.83 ล้านดอลลาร์  ขยายตัว 20.27 %  เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนก.ค. ขยายตัว 25.38%  ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 22,467.37 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 45.94% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนก.ค. 2564 เกินดุลเท่ากับ 183.46 ล้านดอลลาร์ รวม7 เดือนตั้งแต่ม.ค.-ก.ค. ไทยส่งออกรวมมูลค่า 154,985.48 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.20% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือน ม.ค. – ก.ค. ขยายตัว 21.47%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 152,362.86 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 28.73%  

ทั้งนี้ สรท. ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2564 เติบโต 10-12%  โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญได้แก่ 1.การฟื้นตัวอย่าแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐ จีน สหภาพยุโรป และ ญี่ปุ่น สืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ตามปกติและ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายการผลิตโลก (world PMI index) ที่คงตัวเหนือระดับ 50 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิตสอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างแข็งแกร่ง และ 2. ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงกว่าปีที่แล้วอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐฯ ที่เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ รวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัว

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1. สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มีความรุนแรงในประเทศ มาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดในประเทศ รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด – 19 ภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งจะส่งผลเศรษฐกิจในภาพรวม  การติดเชื้อในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมกระทบต่อกำลังการผลิต และค่าใช้จ่ายตามมาตรการป้องกันทางสาธารณสุขภายในโรงงาน (Bubble & Seal) และเครื่องมือชุดตรวจโรค (ATK) ค่อนข้างสูงและยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากรัฐไม่สามารถดำเนินการแก้ไขหรือสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนได้ จะส่งผลกระทบให้ภาคการผลิตหยุดชะงักหรือไม่สามารถทำการผลิตได้อย่างเต็มที่ ส่งผลต่อการส่งมอบสินค้าและการส่งออกไม่สามารถขยายตัวได้ 10-12% ตามที่คาดการณ์ไว้

 2. ปัญหาการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ  โดยค่าระวางเรือยังคงปรับตัวอยู่ในทิศทางขาขึ้น ในเกือบทุกเส้นทางโดยเฉพาะเส้นทางยุโรป และสหรัฐ เนื่องด้วยปริมาณการขนส่งทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อาทิ Peak Season Surcharge (PSS) และอื่นๆ ซึ่งผู้นำเข้า/ส่งออก ต้องชำระเพิ่มเนื่องจากสถานการณ์การขาดแคลนระวางและตู้คอนเทนเนอร์  ปัญหาการบริหารจัดการตู้สินค้าภายในท่าเทียบเรือ และปัญหาการล่าช้าของเรือทำให้ตู้สินค้าตึงตัว  การปิด Meishan Island Container Terminal ของท่าเรือ Ningbo เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อโควิด –19 ส่งผลกระทบให้สายเรือทำ Blank Sailing และการเปลี่ยนแปลงตารางเรือไปทำถ่ายลำที่ท่าเรืออื่นแทน ก่อให้เกิดความหนาแน่นที่ท่าเรือใกล้เคียงเพิ่มขึ้นตามมา

3. การยกระดับมาตรการคุมเข้มในการตรวจหาเชื้อโควิดในต่างประเทศ อาทิ ประเทศจีน ที่เพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจโควิดกับสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการหมุนเวียนตู้สินค้า และการส่งออกในบางรายสินค้า

 4. การขาดแคลนแรงงาน ความต้องการแรงงานในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น แรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับประเทศและยังไม่ได้เดินทางกลับเข้ามา เนื่องจากมาตรการปิดประเทศ ประกอบกับปัจจุบันจำนวนวัคซีนโควิด – 19 ในประเทศไทย ยังไม่สามารถจัดสรรให้เพียงพอกับจำนวนแรงงานในภาคการผลิตเท่าที่ควร ยิ่งซ้ำเดิมปัญหาการขาดแคลนแรงงานให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและกระทบต่อการผลิตเพื่อการส่งออก

 5. ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า จากปัจจัยความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิดในประเทศ ส่งผลด้านลบต่อทางเศรษฐกิจไทยปี 2564 และการอ่อนค่าโดยเปรียบเทียบของดอลลาร์สหรัฐ จากการที่เฟดจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ (QE Tapering) ภายในปีนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวขึ้นในวงกว้างตามคาดการณ์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณไหลเงินเข้ายังกลุ่มประเทศ Emerging market มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลการส่งออกของไทยในระยะต่อไป

6. ปริมาณปัจจัยการผลิตไม่เพียงพอและต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น อาทิ ปัญหาการขาดแคลนชิป สินค้าเหล็ก ผลผลิตทางการเกษตร และอาจมีแนวโน้มยังคงขาดแคลนต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/2564

สรท.มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล 3 เรื่อง คือ 1.ขอให้สนับสนุนค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 1,000 บาท/คน สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่เริ่มเข้ามาตรการ Factory Quarantine หรือ FQ รวมทั้ง Factory Accommodation Isolation หรือ FAI 2.สนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ทางสาธารณสุข เช่น ชุดตรวจ ATK ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีพนักงานบางส่วนติดเชื้อ 3.เร่งฉีดวัคซีนให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกให้ครอบคลุมโดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและมีรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยรักษากำลังซื้อของครัวเรือนทั่วประเทศและพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้

Credit : www.bangkokbiznews.com/business/958719

การทำงานแบบ ‘ไฮบริด’ มีประสิทธิภาพต่อพนักงานอย่างไร?

การทำงานแบบ ‘ไฮบริด’ มีประสิทธิภาพต่อพนักงานอย่างไร?

“พนักงานออฟฟิศทั่วโลกคิดเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไฮบริด ควรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นหรือไม่
และทางออกของบริษัทควรเป็นอย่างไร?”

  • จากรายงานการเก็บข้อมูลเรื่อง “นิยามของการทำงานยุคใหม่” (Resetting Normal: Defining the New Era of Work) โดย อเด็คโค กรุป (Adecco Group) บริษัทที่ปรึกษาทรัพยากรบุคคลข้ามชาติ ได้มีการเก็บข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามของพนักงานออฟฟิศทั่วโลก จำนวน 15,000 คน มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

ชาวออฟฟิศคิดอย่างไรกับการทำงานแบบ “ไฮบริด” ?

1. พนักงานต้องการทำงานโดยมี “ความยืดหยุ่น” (ทำงานทางไกล/สลับเข้าออฟฟิศ)

คิดเป็น 53% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

สถานการณ์การระบาดของโควิดได้เร่งให้รูปแบบการทำงานต้องพัฒนาไปไวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย “ความยืดหยุ่น” ขององค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ตามก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งสถานการณ์โควิดก็ได้พิสูจน์ให้เห็นในเชิงประจักษ์

ทั้งนี้พนักงานออฟฟิศหลายคนก็ยังมีความกังวลต่อการติดโควิด-19 หากต้องกลับมาทำงานที่ออฟฟิศทุกวันอย่างไม่ยืดหยุ่น การมีทางเลือกให้พนักงานสามารถทำงงานนอกสถานที่ สลับกับเข้าออฟฟิศเมื่อมีวาระสำคัญต้องประชุมหรือคุยงาน นับเป็นวัฒนธรรมการทำงานใหม่ที่กำลังทาท้ายในยุคปกติใหม่นี้ เพราะ “รูปแบบการทำงานแต่ละรูปแบบ ไม่ได้เหมาะกับคนทุกๆ คน”

2.พนักงานที่มีลูกส่วนส่วนใหญ่อยากกลับออฟฟิศ

คิดเป็น 51% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

การทำงานที่บ้านเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพนักงานออฟฟิศที่มีครอบครัวแล้วอย่างมาก เพราะโดยปกติหากออกไปทำงานนอกบ้าน แม้จะมีภาระยุ่งเหยิงเกี่ยวกับงานบ้านมากมาย แต่ทุกอย่างมักจะถูกจัดการให้เข้าที่เข้าทางก่อนที่จะมาทำงานเสมอๆ 

กลับกันเมื่อโควิดได้ทำให้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป การต้องทำงานอยู่แต่ที่บ้านทำให้ภาระงานบ้าน การรับผิดชอบดูแลลูกต้องเพิ่มเข้ามา อีกทั้งการจัดเตรียมอาหารให้สมาชิกในครอบครัวครบทุกมื้อกลายเป็นภาระที่สร้างปัญหาให้กับคนผู้มีบทบาทพ่อและแม่มาก เพราะกลายเป็นว่างานบ้านแทบจะทำให้ปวดหัวไม่น้อยไปกว่างานหลัก พนักงานส่วนใหญ่ที่มีครอบครัวจึงอยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ เพราะจะได้แยกโลกการทำงานกับโลกอีกใบของการรับผิดชอบหน้าที่ที่บ้านได้อย่างเป็นสัดส่วน

3. คนรุ่นใหม่เผชิญ “ภาวะเบิร์นเอาท์” และสุขภาพจิตแย่ลง 

คิดเป็น 54% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

พนักงานออฟฟิศโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่พบเจอกับอาการ “เบิร์นเอ้าท์” กันจำนวนมาก เพราะการทำงานที่บ้านทำให้ชั่วโมงงานที่ล่วงเวลาเพิ่มขึ้น อีกทั้งการทำงานที่บ้านทำให้ “พนักงานแยกไม่ออกว่า บ้านคือพื้นที่โหมดการทำงาน หรือบ้านคือพื้นที่แห่งการพักผ่อน” ซึ่งเมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ไม่สามารถรู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

นอกจากสุขภาพใจแล้วสุขภาพกายก็เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงเช่นกัน พนักงานจำนวนหนึ่งไม่สมารถมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่น ที่ยกจอแล็บท็อป จอคอม โต๊ะที่สูตรได้มาตรฐาน เก้าอี้นั่งที่มีระดับเหมาะสมกับหลัง-คอ เพราะสิ่งเหล้านี้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง หากต้องการของที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีอย่างแท้จริง ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดร่างกายตามมาด้วย

4. สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

คิดเป็น 57% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

ลักษณะงานบางอย่างเมื่อทำงานในออฟฟิศที่ต้องมีผู้คนแวดล้อมจำนวนมาก ทำให้ใช้สมาธิได้ค่อนข้างไม่ดี แต่เมื่อต้องทำงานที่บ้าน เป็นการปลีกวิเวก อยู่ในที่เงียบสงบ กลับทำให้การทำงานบางประเภทสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วขึ้รกว่าเดิม 

อีกหนึ่งเหตุผลก็คือผู้คนจำนวนหนึ่งมีอุปกรณ์เสริมที่ทำให้ Work Station ของตนมีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงทำให้การทำงานสามารถเป็นไปได้อย่างไหลลื่น

ชวนรู้ การทำงานแบบ ‘ไฮบริด’ มีประสิทธิภาพต่อพนักงานอย่างไร?

5. อยากให้หัวหน้าดู “ผลลัพธ์งาน” มากกว่า “ชั่วโมงทำงาน”

คิดเป็น 73% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

ปัญหาเรื่อง “การให้ความสำคัญกับชั่วโมงงาน” นั้นถูกทำให้เป็นประเด็นที่เห็นอย่างชัดเจนขึ้นว่า “การดูผลลัพธ์งานว่ามีประสิทธิภาพและคุณภาพที่ดีหรือไม่นั้นสำคัญกว่าอย่างชัดเจน” เพราะไม่เช่นนั้นการที่พนักงานใช้อัตราเวลาต่อชั่วโมงในการทำงานสูงอาจทำให้ส่งผลต่อสุขภาพในภายหลัง ซึ่งจะกลับมากระทบกับการทำงานในอนาคตอย่างแน่นอน

6. คาดหวังให้หัวหน้า “ถามไถ่สภาพจิตใจ” ลูกน้อง

คิดเป็น 67% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

การอยู่กับตนเองเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความเครียด ความกดดันต่อตนเองได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการการติดต่อสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อทำให้สภาพจิตใจ-อารมณ์เปลี่ยนแปลง หัวหน้าอาจทำการโทรศัพท์เพื่อคอยตรวจสอบสุขภาพใจลูกน้องได้เป็นครั้งคราวอย่างน้อย เดือนละ 1-2 ครั้งเป็นต้น เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าตนไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้ทำงานที่บ้านคนเดียวเพียงลำพัง

7. “พึงพอใจต่อหัวหน้าต่ำ” เพราะไม่ส่งเสริม สมดุลการทำงาน-ใช้ชีวิต

คิดเป็น 50% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

หนึ่งในเรื่องที่เป็นปัญหาชัดเจนมากที่สุดคือระดับการพึงพอใจต่อหัวหน้าของพนักงานมีค่าที่ต่ำลง เพราะพนักงานมองว่าหัวหน้าควรมีภาวะผู้นำที่ดีในวิกฤติโควิด ควรส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่ดี ช่วยเหลือการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้องค์กรอาจต้องทำการจูงใจเชิงบวกและทำให้พนักงานรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้ทอดทิ้งให้ทำงานอยู่เพียงลำพัง

8. “กำลังคิดจะย้ายงานใหม่” เพราะบริษัทไม่ปรับวัฒนธรรมการทำงาน

คิดเป็น 41% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

พนักงานกว่าครึ่งรู้สึกไม่พอใจกับวัฒนธรรมและรูปแบบการทำงานของบริษัทที่ไม่ทำการปรับเปลี่ยนตามโลก-สถานการณ์ โดยพนักงานคำนึงถึงความมั่นคง หน่วยงาน ความเป็นอยู่ที่ดี สวัสดิการ ความยืดหยุ่น และการพัฒนาทักษะเป็นสำคัญ

ทางออกทางรอดของบริษัท

1.ปรับลักษณะการทำงานให้ยืดหยุ่น

2.สร้างสมดุลการทำงานและดูแลเอาใจใส่ทีม

3.ลดช่องว่างหัวหน้า-พนักงาน โดยพัฒนาทักษะการจูงใจ-สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เหนียวแน่น

4.จัดสรรทรัพยากรที่ทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพแก่พนักงาน

5.เปลี่ยนวิธีการวัดผลให้ตรงตามจุดประสงค์งาน

6.ปรับวัฒนธรรมการทำงานตามสถานการณ์-ยุคสมัย

Credit : www.bangkokbiznews.com/business/959468

Ningbo: Global supply fears as China partly shuts major port

Ningbo: Global supply fears as China partly shuts major port

Ningbo: Global supply fears as China partly shuts major port

The partial closure of one of China’s biggest cargo ports due to coronavirus has raised fresh concerns about the impact on global trade.

Services were shut on Wednesday at a terminal at Ningbo-Zhoushan port after a worker was infected with the Delta variant of Covid-19.

Ningbo-Zhoushan in eastern China is the world’s third-busiest cargo port.

The closure threatens more disruption to supply chains ahead of the key Christmas shopping season.

Closing the terminal on Meishan island until further notice will cut the port’s capacity for container cargo by about a quarter.

It comes as the cost of shipping from China and South East Asia to the East coast of the US has already hit a record high, according to the Freightos Baltic global container freight index.

Jason Chiang from Ocean Shipping Consultants told the BBC’s Asia Business Report that the global shipping industry is likely to feel the impact of the pandemic for several more months.

“We don’t expect to see any new shipping capacity until two years down the road. So everything between now and two years will be dependent on how the pandemic plays out,” he said.

Ningbo-Zhoushan is the world’s third-biggest cargo port after Shanghai and Singapore.

For people trying to ship goods from East Asia to Europe or the US, it’s one blow after another.

The Covid crisis put the container shipping industry under intense pressure by knocking normal patterns of supply and demand out of kilter.

Then came the Ever Given, which blocked the Suez canal for six days, delaying hundreds of vessels and causing knock-on effects that lasted for weeks.

And on top of that, partial closures of key terminals in China – at Yantian earlier in the year and now Ningbo – have caused further disruption.

Each time something like this happens, it can trigger further problems, including congestion at other ports – many of which are already operating at a slower rate than usual due to Covid restrictions.

Shipping lines are pretty happy, because container rates are sky high. For importers it’s a different matter.

“Perfect storm” is an overused cliche, but right now it’s a good description of what’s going on in the industry. Certainly this is more than merely a case of choppy waters

If the terminal remains shut for an extended period it could have an especially large impact on the world economy.

In the city of Ningbo, where the port is located, authorities have also suspended inbound and outbound flights to China’s capital Beijing.

A district close to the port has also been put on partial lockdown as businesses including cinemas, gyms and bars have been shut.

The port’s closure comes as global trade is usually much heavier in the second half of the year as businesses in Europe and North America prepare for a jump in sales ahead of Christmas and other holidays.

This is the second coronavirus-related closure to hit a Chinese port in recent months after Yantian in Shenzhen was partially shut for several weeks from the end of May.

Companies were already struggling to source the goods to keep their business going as the pandemic shut down economies around the world.

Global supply chains were put under even more strain when a huge container vessel became stuck in the Suez Canal in March.

The Ever Given, which carries cargo between Asia and Europe, blocked the major shipping lane in Egypt for almost a week.

That caused huge disruptions and delays to the global shipping industry as vessels were forced to wait for the canal to reopen or take the much longer route around the southern tip of Africa.

Credit : www.bbc.com/news/business-58196477

‘Factory sandbox’ to protect B700bn sector

‘Factory sandbox’ to protect B700bn sector
‘Factory sandbox’ to protect B700bn sector


The government has launched a pilot program to test, vaccinate and isolate factory workers to limit Covid-related disruptions to its export-driven manufacturing industry, one of the few bright spots in an economy crushed by the virus.

The “Factory Sandbox” initiative aims to protect 3 million jobs and support manufacturers who contribute about 700 billion baht to gross domestic product, according to a government statement this week.

The plan will focus on plants that employ at least 500 people, and will “build confidence for both Thai and foreign investors at a time when supply chains in rival countries are shutting down,” the statement said. 

Exports in the second quarter surged 27.5% from a year earlier, with growth in manufacturing one of the few economic bright spots amid weak retail spending, “diminishing effectiveness” of interest-rate cuts and the void of tourism, according to a report by Goldman Sachs Group Inc. 

The project’s name is a play on words based on the “Phuket Sandbox,” a programme that has aimed to revive tourism in the most popular island. 

Thailand has faced a relentless surge of Covid-19 since early April, with more than 500 clusters detected in factories. Driven by the delta variant, the outbreaks have triggered production halts and supply shortages beyond Thailand’s borders, with several factories in Vietnam forced into temporary closures. 

The Sandbox programme will focus on large factories that manufacture cars, electronics, food and medical equipment for exports in provinces that are key production hubs.

To qualify, the plants must have at least 500 workers, a field hospital or isolation facility, and shuttle services for employees. 

All workers will also be tested for the coronavirus, and those who test positive will be isolated while cohorts will be inoculated, with subsequent tests done every seven days. 

Sixty factories in four provinces with a combined workforce of 138,000 will participate in the initial phase, according to the government statement. They are Nonthaburi, Pathum Thani, Samut Sakhon and Chonburi, all of which are within an hour’s drive of Bangkok.  


Credit : https://bit.ly/3sCwQtE