Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร ?

Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร 


Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร ?

Plant Based Diet คือการลดน้ำหนักที่ให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่ทำมาจากพืช ซึ่งวิธีนี้ดีทั้งกับสุขภาพและโลกด้วย เราลองมาอ่านดูว่า Plant Based Diet คืออะไร ส่งผลกับสุขภาพยังไง แล้วควรกินอย่างไรหากต้องการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้

Plant Based Diet คืออะไร

คือการลดน้ำหนักที่กินเฉพาะอาหารที่ทำมาจากพืช บางคนก็เข้าใจว่านี่คือวิถีวีแกน (Vegan) หรือเปล่า ที่กินแต่ผักไม่กินเนื้อสัตว์ บางคนก็เข้าใจว่าคือการลดน้ำหนักที่กินแต่ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว แต่ก็สามารถกินเนื้อสัตว์ ปลา หรือผลิตภัณฑ์จกวัวได้

Plant Based Diet ส่งผลดีกับสุขภาพอย่างไร

ผลการวิจัยพบว่าผู้ที่กินแบบ Plant Based Diet มีดัชนีมวลกายที่น้อยกว่า และเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจน้อยกว่าคนกินเนื้อสัตว์

ผลการศึกษาในปี 2018 Plant Based Diet มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคอ้วน จากการศึกษาครั้งนั้นได้เลือกบุคคลเข้าร่วม 75 คนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเลือกว่าจะกินแต่พืชผัก หรือจะกินเนื้อสัตว์เหมือนเดิม ผลปรากฏว่า 4 เดือนต่อมาคนที่เลือกกินพืชผักสามารถลดน้ำหนักลงได้ 6.5 กิโลกรัม และยังสามารถกำจัดไขมัน และส่งผลต่อปัญหาเรื่องอินซูลีนได้มากกว่าคนที่กินเนื้อสัตว์

Plant Based Diet จริงๆ ก็คือการเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ มากกว่าอาหารที่แปรรูป อย่างเช่น

ผลไม้ จำพวกเบอร์รี่ กล้วย แอปเปิล องุ่น เมล่อน อโวคาโด ฯลฯ

ผัก เลือกกินที่หลากหลาย เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ อย่างเช่น บร็อกโคลี ผักคะน้า บีทรูท กะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง แครอต มะเขือเทศ พริกไทย บวบ ฯลฯ รวมถึงพืชที่ให้คาร์โบไฮเดรตและวิตามิน อย่างมันเทศ มันฝรั่ง ฟักทองน้ำเต้า บีท ฯลฯ

ถั่วฝัก คือแหล่งของไฟเบอร์และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วชิกพี ถัวเลนทิล ถั่วพี ถั่วแดง ถั่วดำ

เมล็ดต่างๆ ที่ช่วยเสริมสารอาหาร ยกตัวอย่าง งา ที่มีแคลเซียมสูง เมล็ดทานตะวันที่มีวิตามินอีสูง และอย่างอื่นอีก เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดเชีย เมล็กแฟลกซ์ ฯลฯ

ถั่ว คือแหล่งวิตามิน เช่น อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แมคคาเดเมีย พิสทาชิโอ ฯลฯ

ไขมันดี จำพวกอโวคาโด วอลนัต เมล็ดเชีย เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา

ธัญพืช แหล่งไฟเบอร์ แม็กนีเซียม สังกะสี และเซเลเนียม เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต สเปลต์ (คล้ายข้าวสาลี) บัควีต คีนัว ขนมปังโฮลวีต ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์

นมที่ทำมาจากพืช เช่น นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง นมมะพร้าว นมข้าว นมข้าวโอ๊ต

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

การลดปริมาณหรืองดกินเนื้อสัตว์ไปเลยก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารที่ได้จากพืชมีประโยชน์มากกว่า สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงจริงๆ ได้แก่ อาหารแปรรูป ขนมหวาน อย่างเค้ก บิสกิต แป้งขัดสี ผักที่ปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือเกลือ เกลือ ของมัน ของทอด ฯลฯ



Credit : www.sanook.com/health/20309/

พาณิชย์เตรียมยื่นความเห็นกฎหมายคาร์บอนของอียู ชี้สุ่มเสี่ยงเลือกปฏิบัติ

พาณิชย์ชี้การใช้มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน

พาณิชย์เตรียมยื่นความเห็นกฎหมายคาร์บอนของอียู ชี้สุ่มเสี่ยงเลือกปฏิบัติ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ได้เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างกฎหมายมาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยกำหนดให้ผู้ที่สนใจ หรือมีข้อกังวลต่อมาตรการ สามารถส่งความเห็นได้จนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 18 พ.ย.2564 (เวลาบรัสเซลส์) ซึ่งกรมฯ เองก็อยู่ระหว่างจัดทำความเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะข้อกังวลในเรื่องความสอดคล้องกับกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) ความสุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้นำเข้ากับผู้ผลิตในอียู และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการค้าระหว่างสองฝ่าย เป็นต้น และขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการแจ้งความเห็นหรือข้อกังวลต่อมาตรการ CBAM ไปที่อียูภายในเวลาที่กำหนดด้วย

ทั้งนี้ กรมฯ ขอให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไทยไปอียู ควรเตรียมความพร้อมในการปรับตัวรับมาตรการ CBAM ที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 ซึ่งรัฐและเอกชนจะต้องร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกระบวนการผลิตไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้พลังงานทางเลือกที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา  กรมฯ ได้ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อเตรียมรับมือในเบื้องต้น

สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าว อียูกำหนดใช้กับสินค้านำเข้า 5 ชนิด ได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ต้องซื้อใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อกระตุ้นให้ประเทศผู้ส่งออกเร่งผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมตามที่อียูกำหนด โดยมาตรการ CBAM จะมีผลบังคับใช้ในปี 2566 เริ่มจากในช่วง 3 ปีแรก (2566-2568) ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้นำเข้าจะต้องแจ้งข้อมูลปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้าต่ออียู และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 จะเริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ผู้นำเข้าต้องซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM ให้หน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศสมาชิกอียู และมีความเป็นไปได้มากที่หลังจากนั้น อียูจะขยายมาตรการให้ครอบคลุมไปถึงสินค้าประเภทอื่น ๆ

ในปี 2563 ไทยส่งออกสินค้าตามรายการที่ครอบคลุมในมาตรการ CBAM ไปยังอียู เป็นมูลค่า 145.08 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 4.25% ของการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยไปสู่โลก ประกอบด้วยเหล็กและเหล็กกล้า 104.46 ล้านดอลลาร์หรือ 5.03 % และของการส่งออกของไทยไปสู่โลก  อะลูมิเนียม 40.62 ล้านดอลลาร์หรือ 4.58 % ของการส่งออกของไทยไปสู่โลก  ส่วนซีเมนต์ ปุ๋ย และไฟฟ้า ไทยส่งออกไปอียูในปริมาณที่น้อยมาก หรือไม่มีการส่งออก



Credit : www.bangkokbiznews.com/business/964746

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

ตั้งแต่ช่วงปลายปี ก.ย. 64 ถึงต้น ต.ค. “ราคาน้ำมันขึ้น” จนหลายคนเกิดคำถามว่า ราคาน้ำมันเแพงขึ้นเพราะอะไร หรือมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่สามารถดันราคาน้ำมันให้ขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดเจน

“กรุงเทพธุรกิจออนไลน์” ชวนไปส่อง “ค่าใช้จ่าย” ที่ซ่อนอยู่ใน “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” ทุกๆ หยดที่ล้วนมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันราคาสูงขึ้นหรือลดลงต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

  •  “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” มีค่าใช้จ่ายอะไรซ่อนอยู่บ้าง ? 

ข้อมูลจาก “กระทรวงพลังงาน” ระบุว่า “โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย” ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่

1. ราคาหน้าโรงกลั่น หรือราคาเนื้อน้ำมัน คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังไม่ได้รวมภาษี กองทุน และค่าการตลาด

2. ภาษีสรรพสามิต คือภาษีที่จัดเก็บสินค้าที่มีผลกระทบต่อสังคม ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดการใช้ของสินค้าเหล่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นการจัดหารายได้ให้แก่ภาครัฐ ซึ่งเงินส่วนหนึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสังคม

3. ภาษีมหาดไทย (ภาษีเทศบาล) คือ ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นตามมาตรา 4 ของ พรบ.จัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 และส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทย มีอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภท

4. เงินที่เรียกเก็บเข้า/อุดหนุน จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง วัตถุประสงค์หลักคือการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ

5. เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550

วัตถุประสงค์ คือ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินในมาตรา 25 โดยมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นผู้กำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ รวมทั้งกำหนดอัตราการส่งเงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนฯ 

6. ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการในส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการชนิดต่างๆ

โดยปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจการขายสินค้า การให้บริการทุกชนิด และการนำเข้า อยู่ที่อัตรา 7%

7. ค่าการตลาด คือ ผลตอบแทนที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จะได้รับจากการทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ซึ่งรวมถึงผลตอบแทนของการลงทุนก่อสร้างคลังน้ำมัน ระบบขนส่ง การก่อสร้างสถานีบริการ การส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจทุกอย่าง รวมถึงค่าใช้จ่ายบุคลากร

ดังนั้น ค่าการตลาดจึงมิใช่กำไรของผู้ประกอบการ แต่เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจซึ่งรวมถึงกำไรด้วย

8. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาด คิดเป็น 7% ของค่าการตลาด

  •  ใครคือผู้กำหนด “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” ในไทย ? 

คำถามมาคือ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้ที่ซ่อนอยู่ แล้วใครคือกำหนด “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ผู้กำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในประเทศไทยคือ “ผู้ค้าปลีก” หรือ “ปั๊มน้ำมัน” ต่างๆ ซึ่งการกำหนดราคาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น

– ค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ (ต้นทุนน้ำมันและการจัดส่ง)

– ค่าใช้จ่ายในการบริหารสถานีบริการน้ำมัน เช่น เงินเดือน ค่าเช่าที่ดินและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ

– การแข่งขันกับสถานีบริการอื่นๆ ในย่านเดียวกัน

โดยจะมีการคำนวณราคาน้ำมันอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ก็กำกับดูแลทางด้านราคาน้ำมันในภาพรวมอีกทอดหนึ่งด้วย

  •  ทำไมราคาน้ำมันหลายประเทศ ถูกกว่าไทย ? 

“ราคาน้ำมัน” ในประเทศต่างๆ มีปัจจัยที่แตกต่างกัน เช่น ต้นทุนการซื้อน้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันที่กลั่นขึ้นภายในประเทศย่อมมีราคาถูกกว่าน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำมีส่วนให้ราคาน้ำมันแต่ละประเทศต่างกัน เช่น

– ภาษีสรรพสามิตและภาษีต่างๆ

– การชดเชยราคาน้ำมันของรัฐ เช่น ในประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

– ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นๆ

เพราะฉะนั้น “ราคาน้ำมัน” ที่ขึ้นลง จึงเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยซึ่งต้องในแต่ละช่วงเวลาอาจต้องมาวิเคราะห์ลงในรายละเอียดว่าอะไรที่มีผลต่อราคาน้ำมันในเวลานั้น ทั้งในภาพรวมของตลาดโลก และในบริบทของแต่ละประเทศด้วย



Credit : www.bangkokbiznews.com/business/964109

Lego unveils brick prototype made from recycled plastic

Lego unveils brick prototype made from recycled plastic


Lego unveils brick prototype made from recycled plastic

The Lego Group is one step closer to reaching its goal of making all its products from sustainable material by 2030.

The Danish toymaker unveiled a prototype brick made from recycled plastic. In a news release, Lego said the PET plastic from discarded bottles makes up the first brick to meet the company’s “strict quality and safety requirements.” One way the company ensures safety is by sourcing materials from suppliers that use processes approved by the US Food & Drug Administration and European Food Safety Authority.

A one-liter plastic PET bottle provides enough raw material for 10 2 x 4 LEGO bricks, the company said.

“The biggest challenge on our sustainability journey is rethinking and innovating new materials that are as durable, strong and high quality as our existing bricks and fit with LEGO elements made over the past 60 years,” Lego Group Vice President of Environmental Responsibility Tim Brooks said. “With this prototype we’re able to showcase the progress we’re making.”

It will be “some time” before bricks made from recycled material can be purchased, Lego said. The company will continue to test and develop the PET formulation and decide whether to move to the pilot production phase, which is expected to take at least a year. One factor the company is testing is how the material can be colored.

“Experimentation and failing is an important part of learning and innovation. Just as kids build, unbuild and rebuild with LEGO bricks at home, we’re doing the same in our lab,” Brooks said. The move follows last year’s announcement that the company was making a $400 million investment over three years into sustainability initiatives. Those initiatives included phasing out the single-use plastic bags from its boxes and instead using recyclable paper for its packaging.In that announcement, CEO Niels B. Christiansen cited “the millions of kids who have called for more urgent action on climate change.”



Credit : https://edition.cnn.com/2021/06/26/us/lego-bricks-recycled-plastic-trnd/index.html

Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

Europe's gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions
Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

European natural gas prices have soared so high that hundreds of millions of people could be facing cold homes or inflated energy bills over winter. There’s also fears of a knock-on impact as carbon dioxide used in food production – a byproduct of fertilizer made with natural gas – also gets more expensive.

Politicians are blaming the surge in prices on an increase in natural gas demand as the world wakes up from the pandemic, supply disruption caused by maintenance, and a less-windy-than-usual summer that saw a drop in wind-generated power.

But really, Europe’s crisis is in its renewables sector. The region has invested heavily in renewables, such as wind and solar, but it can’t get enough of this green power to the people who need it.

After the UN published its state-of-the-science climate report in August, warning the world must make deep and sustained cuts to greenhouse gas emissions this decade, there has been a growing understanding among political leaders that the transition away from fossil fuels needs to happen more quickly than planned.

There are other incentives to moving faster on renewables, however. A fuller transition would free Europe from the disruption of volatile energy markets and reduce its dependence on other oil and gas providers, such as Russia. Europe could avoid its energy security getting tangled up in geopolitical storms.

More than 40 European Union lawmakers, mostly from eastern and Baltic states, have appealed to the European Commission to launch an investigation into Russia’s state gas company Gazprom. They suspect it had been restraining its supply to push up prices and pressure Germany to expedite the launch of Nord Stream 2, a gas pipeline that runs from Russia and under the Baltic Sea to Germany.

Gazprom told CNN Business that it was supplying gas to customers abroad “in full compliance with existing contractual obligations” and that supplies were “at a level close to the historically record high” over the past eight months.The International Energy Agency said Wednesday that Russian exports to Europe were down from 2019 levels and that the country could do more to increase supplies ahead of winter.”In terms of the Russian state, there is clear evidence that it uses its gas exports for its own geopolitical gain, it uses that strategically, it’s not just a commercial venture,” said Manchester University’s Matthew Paterson, a professor of international politics who researches climate politics.”It’s used gas to get leverage over Ukraine very, very aggressively, and it seems to use it in relation to other eastern central European states,” he added.

Europe has long been a world leader in renewables. Last year, the European Union and United Kingdom used more renewable energy than fossil fuels to generate electricity.

But at the same time, the United Kingdom relies on gas for around 40% of its electricity and Europe is expanding and investing heavily in gas. The European Union currently has €87 billion ($102 billion) worth of gas projects in the pipeline, according to a report by the Global Energy Monitor (GEM).

The bloc is looking to increase gas imports by 35%, which GEM says sits “at odds with the EU’s stated goal of net-zero greenhouse gas emissions by 2050.”

Gas has been widely regarded as a “cleaner” bridging fuel to use during the transition from coal to renewables for electricity. But there are some problems with that. While gas emits less carbon than coal and oil, it is made mostly of methane, a very harmful greenhouse


Credit : https://edition.cnn.com/2021/09/22/business/europe-energy-gas-renewables-climate-cmd-intl/index.html

This startup is creating ‘real’ dairy, without cows

This startup is creating 'real' dairy, without cows
                        This startup is creating 'real' dairy, without cows

We’ve grown used to oat milk and soya milk — now a food-tech startup is taking alternative milk to the next level.California-based Perfect Day uses fungi to make dairy protein that is “molecularly identical” to the protein in cow’s milk, says co-founder Ryan Pandya. That means it can be used to make dairy products such as cheese and yogurt.”We were interested in the question of what is in milk … that gives it incredible versatility and nutrition that is somehow missing from the plant-based milks,” says Pandya.Perfect Day has assembled the gene that codes for whey protein in cow’s milk, and introduced it into a fungus. When the fungus is grown in fermentation tanks, it produces whey protein, which is then filtered and dried into a powder used in products including cheese and ice cream – which are already on the shelves in the United States and Hong Kong.”[It’s for] people who still love dairy, but want to feel better about it for themselves, for the planet, and for the animal,” says Pandya.

Fermented fungi

Although Perfect Day’s protein contains no lactose, hormones or cholesterol, it isn’t suitable for people with a dairy allergy. But as the process involves no animals, Pandya describes the product as “vegan-friendly.”

n 2020, Perfect Day launched Brave Robot ice cream with The Urgent Company, and partnered with ice cream brands N!ck’s and Graeter’s to make its products available in 5,000 stores across the United States.The company is already reaching an international market, with its protein used in Hong Kong’s Ice Age ice creams, which taste similar to regular supermarket brands and unlike some plant-based dairy alternatives, there’s no taste of coconut, banana, or other base flavors.The next product in development is cream cheese, due to be released later in 2021, says Pandya.

A rapidly growing market

Perfect Day isn’t the only company looking to science for sustainable dairy solutions. California startup New Culture is also developing cheese products without cows through a fermentation process, and TurtleTree Labs is creating milk including human milk from cultured cells.According to figures from the Good Food Institute a nonprofit that aims to boost innovation in alternative proteins $590 million was invested in fermented alternative proteins in 2020, and $300 million of that went to Perfect Day.

Plant-based milk accounted for 15% of US milk sales in 2020 and is expected to grow, says Mirte Gosker, acting managing director of the Good Food Institute in Asia Pacific.One challenge for companies is getting regulatory approval, and another is the higher price of innovative products, says Gosker. Perfect Day’s ice cream retails for about the same as high-end brands like Häagen-Dazs or Ben & Jerry’s.Many countries are eager to develop food-tech innovation. Singapore, where Perfect Day recently established a research and development lab with a government-backed agency, is “leading the way with its regulatory framework,” Gosker says. Support from “governments has a big role to play here, to invest in open-access R&D and in infrastructure,” she adds.Pandya says the startup is also seeking regulatory approval in Canada, India and Europe, as well as looking for partners in the dairy industry.”We’re developing the kinder, greener way to make your favorite foods starting in the dairy aisle, and we can’t do that alone,” says Pandya.


Credit : https://edition.cnn.com/2021/08/12/business/perfect-day-dairy-protein-hnk-intl-spc/index.html

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China will not build new coal-fire projects abroad, a move that could be pivotal in tackling global emissions.

President Xi Jinping made the announcement in his address at the United Nations General Assembly.

China has been funding coal projects in countries like Indonesia and Vietnam under a massive infrastructure project known as the Belt and Road initiative.

But it has been under pressure to end the financing, as the world tries to meet Paris climate agreement targets.

“China will step up support for other developing countries in developing green and low-carbon energy, and will not build new coal-fired power projects abroad,” Mr Xi said in a video recording at the annual summit.

No further details were provided, but the move could limit the expansion of coal plants in many developing countries under China’s Belt and Road Initiative (BRI).

The BRI has seen China fund trains, roads, ports and coal plants in numerous countries, many of them developing nations. For the first time in several years however, it did not fund any coal projects in the first half of 2021.

China is also the world’s largest greenhouse gas emitter and is heavily reliant on coal for domestic energy needs.

Mr Xi mentioned promises made last year about China achieving peak emissions before 2030 and then transitioning to carbon neutrality by 2060.

The US Climate Envoy John Kerry welcomed the announcement, saying in a statement that he was “absolutely delighted to hear that President Xi has made this important decision”.

The head of the COP26 United Nations Climate Change Conference due to be held in Scotland next month also applauded the news.

“It is clear the writing is on the wall for coal power. I welcome President Xi’s commitment to stop building new coal projects abroad – a key topic of my discussions during my visit to China,” Alok Sharma said.

This is the announcement that China has increasingly been expected to make.

For nearly a decade now coal fired power stations have been a key feature of Xi Jinping’s awkwardly named Belt and Road Initiative of foreign investment.

However, the reality is that the number of these projects has fallen significantly.

Crucial details will need to be cleared up; when will this take effect? Will it cover new power plants approved but not yet built? Will China also stop financing new coal fired power stations abroad?

This is progress, but it’s the low hanging fruit in terms of China’s addiction to coal.

Half the coal burned in the world is burned in China. It is still adding numerous new coal power plants at home, with a lifespan of 40 to 50 years.

The biggest question remains: When will this country start to cut the overall number within its borders and substantially reduce its dependency on the most polluting form of power generation?

Mr Xi’s address came after US President Joe Biden gave his maiden speech at the United Nations during which he urged countries to work together as never before to tackle global problems such as climate change and the pandemic.

Mr Biden also said that democracy would not be defeated by authoritarianism, but refrained from mentioning China by name.

“The future will belong to those who give their people the ability to breathe free, not those who seek to suffocate their people with an iron hand,” Mr Biden said.

“We all must call out and condemn the targeting and oppression of racial, ethnic, and religious minorities, whether it occurs in Xinjiang or northern Ethiopia, or anywhere in the world,” he added, referring to the western Chinese region where China is accused of using forced labour.

Relations between the US and China are at an all time low over issues including trade, human rights and the origins of Covid-19.

In his address, Mr Xi said that China had peaceful intentions in international relations.

But he also seemed to address the tensions and the formation of alliances in the region like the “Quad” grouping, made up of Australia, the US, India and Japan, saying there was a need to “reject the practice of forming small circles or zero-sum games”.


Credit : www.bbc.com/news/world-asia-china-58647481

การทำงานแบบ ‘ไฮบริด’ มีประสิทธิภาพต่อพนักงานอย่างไร?

การทำงานแบบ ‘ไฮบริด’ มีประสิทธิภาพต่อพนักงานอย่างไร?

“พนักงานออฟฟิศทั่วโลกคิดเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไฮบริด ควรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นหรือไม่
และทางออกของบริษัทควรเป็นอย่างไร?”

  • จากรายงานการเก็บข้อมูลเรื่อง “นิยามของการทำงานยุคใหม่” (Resetting Normal: Defining the New Era of Work) โดย อเด็คโค กรุป (Adecco Group) บริษัทที่ปรึกษาทรัพยากรบุคคลข้ามชาติ ได้มีการเก็บข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามของพนักงานออฟฟิศทั่วโลก จำนวน 15,000 คน มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

ชาวออฟฟิศคิดอย่างไรกับการทำงานแบบ “ไฮบริด” ?

1. พนักงานต้องการทำงานโดยมี “ความยืดหยุ่น” (ทำงานทางไกล/สลับเข้าออฟฟิศ)

คิดเป็น 53% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

สถานการณ์การระบาดของโควิดได้เร่งให้รูปแบบการทำงานต้องพัฒนาไปไวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย “ความยืดหยุ่น” ขององค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ตามก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งสถานการณ์โควิดก็ได้พิสูจน์ให้เห็นในเชิงประจักษ์

ทั้งนี้พนักงานออฟฟิศหลายคนก็ยังมีความกังวลต่อการติดโควิด-19 หากต้องกลับมาทำงานที่ออฟฟิศทุกวันอย่างไม่ยืดหยุ่น การมีทางเลือกให้พนักงานสามารถทำงงานนอกสถานที่ สลับกับเข้าออฟฟิศเมื่อมีวาระสำคัญต้องประชุมหรือคุยงาน นับเป็นวัฒนธรรมการทำงานใหม่ที่กำลังทาท้ายในยุคปกติใหม่นี้ เพราะ “รูปแบบการทำงานแต่ละรูปแบบ ไม่ได้เหมาะกับคนทุกๆ คน”

2.พนักงานที่มีลูกส่วนส่วนใหญ่อยากกลับออฟฟิศ

คิดเป็น 51% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

การทำงานที่บ้านเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพนักงานออฟฟิศที่มีครอบครัวแล้วอย่างมาก เพราะโดยปกติหากออกไปทำงานนอกบ้าน แม้จะมีภาระยุ่งเหยิงเกี่ยวกับงานบ้านมากมาย แต่ทุกอย่างมักจะถูกจัดการให้เข้าที่เข้าทางก่อนที่จะมาทำงานเสมอๆ 

กลับกันเมื่อโควิดได้ทำให้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป การต้องทำงานอยู่แต่ที่บ้านทำให้ภาระงานบ้าน การรับผิดชอบดูแลลูกต้องเพิ่มเข้ามา อีกทั้งการจัดเตรียมอาหารให้สมาชิกในครอบครัวครบทุกมื้อกลายเป็นภาระที่สร้างปัญหาให้กับคนผู้มีบทบาทพ่อและแม่มาก เพราะกลายเป็นว่างานบ้านแทบจะทำให้ปวดหัวไม่น้อยไปกว่างานหลัก พนักงานส่วนใหญ่ที่มีครอบครัวจึงอยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ เพราะจะได้แยกโลกการทำงานกับโลกอีกใบของการรับผิดชอบหน้าที่ที่บ้านได้อย่างเป็นสัดส่วน

3. คนรุ่นใหม่เผชิญ “ภาวะเบิร์นเอาท์” และสุขภาพจิตแย่ลง 

คิดเป็น 54% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

พนักงานออฟฟิศโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่พบเจอกับอาการ “เบิร์นเอ้าท์” กันจำนวนมาก เพราะการทำงานที่บ้านทำให้ชั่วโมงงานที่ล่วงเวลาเพิ่มขึ้น อีกทั้งการทำงานที่บ้านทำให้ “พนักงานแยกไม่ออกว่า บ้านคือพื้นที่โหมดการทำงาน หรือบ้านคือพื้นที่แห่งการพักผ่อน” ซึ่งเมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ไม่สามารถรู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

นอกจากสุขภาพใจแล้วสุขภาพกายก็เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงเช่นกัน พนักงานจำนวนหนึ่งไม่สมารถมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่น ที่ยกจอแล็บท็อป จอคอม โต๊ะที่สูตรได้มาตรฐาน เก้าอี้นั่งที่มีระดับเหมาะสมกับหลัง-คอ เพราะสิ่งเหล้านี้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง หากต้องการของที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีอย่างแท้จริง ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดร่างกายตามมาด้วย

4. สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

คิดเป็น 57% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

ลักษณะงานบางอย่างเมื่อทำงานในออฟฟิศที่ต้องมีผู้คนแวดล้อมจำนวนมาก ทำให้ใช้สมาธิได้ค่อนข้างไม่ดี แต่เมื่อต้องทำงานที่บ้าน เป็นการปลีกวิเวก อยู่ในที่เงียบสงบ กลับทำให้การทำงานบางประเภทสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วขึ้รกว่าเดิม 

อีกหนึ่งเหตุผลก็คือผู้คนจำนวนหนึ่งมีอุปกรณ์เสริมที่ทำให้ Work Station ของตนมีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงทำให้การทำงานสามารถเป็นไปได้อย่างไหลลื่น

ชวนรู้ การทำงานแบบ ‘ไฮบริด’ มีประสิทธิภาพต่อพนักงานอย่างไร?

5. อยากให้หัวหน้าดู “ผลลัพธ์งาน” มากกว่า “ชั่วโมงทำงาน”

คิดเป็น 73% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

ปัญหาเรื่อง “การให้ความสำคัญกับชั่วโมงงาน” นั้นถูกทำให้เป็นประเด็นที่เห็นอย่างชัดเจนขึ้นว่า “การดูผลลัพธ์งานว่ามีประสิทธิภาพและคุณภาพที่ดีหรือไม่นั้นสำคัญกว่าอย่างชัดเจน” เพราะไม่เช่นนั้นการที่พนักงานใช้อัตราเวลาต่อชั่วโมงในการทำงานสูงอาจทำให้ส่งผลต่อสุขภาพในภายหลัง ซึ่งจะกลับมากระทบกับการทำงานในอนาคตอย่างแน่นอน

6. คาดหวังให้หัวหน้า “ถามไถ่สภาพจิตใจ” ลูกน้อง

คิดเป็น 67% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

การอยู่กับตนเองเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความเครียด ความกดดันต่อตนเองได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการการติดต่อสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อทำให้สภาพจิตใจ-อารมณ์เปลี่ยนแปลง หัวหน้าอาจทำการโทรศัพท์เพื่อคอยตรวจสอบสุขภาพใจลูกน้องได้เป็นครั้งคราวอย่างน้อย เดือนละ 1-2 ครั้งเป็นต้น เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าตนไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้ทำงานที่บ้านคนเดียวเพียงลำพัง

7. “พึงพอใจต่อหัวหน้าต่ำ” เพราะไม่ส่งเสริม สมดุลการทำงาน-ใช้ชีวิต

คิดเป็น 50% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

หนึ่งในเรื่องที่เป็นปัญหาชัดเจนมากที่สุดคือระดับการพึงพอใจต่อหัวหน้าของพนักงานมีค่าที่ต่ำลง เพราะพนักงานมองว่าหัวหน้าควรมีภาวะผู้นำที่ดีในวิกฤติโควิด ควรส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่ดี ช่วยเหลือการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้องค์กรอาจต้องทำการจูงใจเชิงบวกและทำให้พนักงานรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้ทอดทิ้งให้ทำงานอยู่เพียงลำพัง

8. “กำลังคิดจะย้ายงานใหม่” เพราะบริษัทไม่ปรับวัฒนธรรมการทำงาน

คิดเป็น 41% จากแบบสอบถาม

เหตุผลสำคัญ:

พนักงานกว่าครึ่งรู้สึกไม่พอใจกับวัฒนธรรมและรูปแบบการทำงานของบริษัทที่ไม่ทำการปรับเปลี่ยนตามโลก-สถานการณ์ โดยพนักงานคำนึงถึงความมั่นคง หน่วยงาน ความเป็นอยู่ที่ดี สวัสดิการ ความยืดหยุ่น และการพัฒนาทักษะเป็นสำคัญ

ทางออกทางรอดของบริษัท

1.ปรับลักษณะการทำงานให้ยืดหยุ่น

2.สร้างสมดุลการทำงานและดูแลเอาใจใส่ทีม

3.ลดช่องว่างหัวหน้า-พนักงาน โดยพัฒนาทักษะการจูงใจ-สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เหนียวแน่น

4.จัดสรรทรัพยากรที่ทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพแก่พนักงาน

5.เปลี่ยนวิธีการวัดผลให้ตรงตามจุดประสงค์งาน

6.ปรับวัฒนธรรมการทำงานตามสถานการณ์-ยุคสมัย

Credit : www.bangkokbiznews.com/business/959468

ภาวะโลกร้อนส่งผล เปิดรายงานล่าสุดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผู้นำ UN ชี้เป็น ‘สัญญาณฉุกเฉิน’ สำหรับมนุษยชาติ

ภาวะโลกร้อนส่งผล เปิดรายงานล่าสุดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผู้นำ UN ชี้เป็น ‘สัญญาณฉุกเฉิน’ สำหรับมนุษยชาติ

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change-IPCC) เผยแพร่รายงานการประเมินครั้งที่ 6 ว่าด้วยความเข้าใจเชิงกายภาพของระบบภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทว่า หัวใจสำคัญจากรายงานในครั้งนี้ อาจสรุปได้เพียงประโยคสั้นๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมาจากอิทธิพลของมนุษย์

รายงานฉบับนี้บอกอะไรเรา THE STANDARD หยิบยกประเด็นสำคัญส่วนหนึ่ง และปฏิกิริยาที่เกิดจากรายงานฉบับนี้มาสรุปไว้ที่นี่

  • ในรายงานฉบับสรุปความยาว 42 หน้า IPCC ข้อสรุปใหญ่ข้อแรกที่ระบุไว้ในส่วนว่าด้วยสถานะปัจจุบันของภูมิอากาศว่า “เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลของมนุษย์ทำให้บรรยากาศ มหาสมุทร และพื้นดินอุ่นขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางและรวดเร็วในชั้นบรรยากาศ มหาสมุทร น้ำแข็งบนโลก และชีวมณฑล”
  • รายงานกล่าวถึงรายละเอียดไว้หลายประการ อาทิ การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Well-mixed Greenhouse Gases) ตั้งแต่ปี 1750 ซึ่งเกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์, การที่อุณหภูมิพื้นผิวโลกในทศวรรษ 2011-2020 สูงกว่าในปี 1850-1900 แล้วราว 1.09 องศาเซลเซียส, การสูญเสียธารน้ำแข็งจากเหตุที่มีการละลายมากกว่าการสะสมตัวของน้ำตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และการลดลงของพื้นที่ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกระหว่างปี 1979-1988 และ 2010-2019 ซึ่งอิทธิพลของมนุษย์มีแนวโน้มอย่างมากที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเรื่องนี้, ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอิทธิพลของมนุษย์มีแนวโน้มอย่างมากที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่อย่างน้อยในปี 1971 เป็นต้น
  • อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจในรายงานนี้คือประโยคที่ว่า ‘เกือบจะแน่นอน’ ว่าอุณหภูมิที่ร้อนจัด (รวมถึงคลื่นความร้อน) ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาคที่เป็นผืนดินส่วนใหญ่มาตั้งแต่ปี 1950 ขณะที่อุณหภูมิที่เย็นจัดและคลื่นความเย็นเกิดขึ้นด้วยความถี่และความรุนแรงที่ลดลง และยังระบุด้วยความเชื่อมั่นในระดับสูงว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
  • จากข้อมูลในรายงานพบว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงหนึ่งครั้งในทุกๆ 50 ปีกำลังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นราวหนึ่งครั้งต่อทศวรรษ พายุหมุนเขตร้อนกำลังมีความรุนแรงมากขึ้น แผ่นดินส่วนใหญ่มีฝนตกมากขึ้นในหนึ่งปี ขณะที่ความแห้งแล้งทางการเกษตรและระบบนิเวศซึ่งเกิดขึ้นเฉลี่ยหนึ่งครั้งในรอบ 10 ปีในภูมิภาคแห้งแล้ง ปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นบ่อยเป็น 1.7 เท่า
  • เมื่อมองไปยังอนาคต จากการประเมินหลักฐาน อุณหภูมิพื้นผิวของโลกจะยังคงสูงขึ้นต่อไปจนกระทั่งอย่างน้อยกลางศตวรรษ ไม่ว่าฉากทัศน์ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเป็นแบบใด (ปล่อยมากหรือน้อย) ก็ตาม และหากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ อย่างเข้มข้นในหลายทศวรรษที่กำลังจะมาถึง โลกจะร้อนขึ้นเกินกว่า 1.5 และ 2 องศาเซลเซียสในระหว่างศตวรรษนี้เทียบกับช่วงปี 1850-1900
  • อย่างไรก็ตาม โลกนี้อาจจะยังพอมีทางเลือกที่จะยับยั้งความเลวร้ายของสถานการณ์ เพราะหากโลกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาอยู่ในระดับต่ำมาก อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็มีแนวโน้มจะร้อนขึ้น 1.5 องศาฯ ภายในปี 2040 และเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 องศา ภายในปี 2060 และเมื่อมุ่งสู่จุดสิ้นสุดศตวรรษที่ 21 ก็มีความเป็นไปได้ว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1.5 องศาฯ ได้
  • รายงานยังระบุว่า การเปลี่ยนแปลงจำนวนมากในระบบภูมิอากาศมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของความถี่และความรุนแรงของอุณหภูมิที่ร้อนจัด คลื่นความร้อนทางทะเล ฝนที่ตกหนัก ความแห้งแล้งทางการเกษตรและระบบนิเวศในบางภูมิภาค สัดส่วนของพายุหมุนเขตร้อนกำลังแรง ตลอดจนการลดลงของน้ำแข็ง ปริมาณของพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ และพื้นที่แผ่นดินที่เยือกแข็งถาวรในทะเลอาร์กติก
  • ภายใต้ฉากทัศน์ของ IPCC ที่แม้จะระบุแนวโน้มที่ดีที่สุด ก็ยังระบุว่าทะเลน้ำแข็งบนมหาสมุทรอาร์กติกจะหายไปทั้งหมดในเดือนกันยายน (ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน) อย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนปี 2050
  • ในกรณีที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น สิ่งดูดซับคาร์บอนในมหาสมุทรหรือบนแผ่นดินถูกคาดการณ์ว่าจะมีประสิทธิภาพลดลงในการชะลอการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างอันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตและในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ ‘ไม่สามารถย้อนกลับได้’ ในเวลาหลายศตวรรษถึงนับพันปี โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทร แผ่นน้ำแข็ง และระดับน้ำทะเลทั่วโลก ส่วนหนึ่งของรายงานนี้ระบุด้วยความเชื่อมั่นในระดับสูงว่า ในระยะยาวแล้ว ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเป็นเวลาหลายร้อยปีถึงพันปีจากอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นและการละลายของแผ่นน้ำแข็ง และจะยังคงสูงอยู่เป็นเวลาหลายพันปี
  • และจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์กายภาพ การจำกัดภาวะโลกร้อนที่เกิดจากมนุษย์ให้อยู่ในระดับที่เฉพาะเจาะจงนั้นจำเป็นต้องมีการจำกัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สะสม ให้ถึงขั้นของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์เป็นอย่างน้อย พร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ลงอย่างมาก และหากปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำหรือต่ำมากจะนำไปสู่ผลลัพธ์ซึ่งสังเกตได้ต่อความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกและละอองลอย ตลอดจนคุณภาพอากาศด้วย
  • รายงานฉบับนี้ถูกเผยแพร่ก่อนการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26 ซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ที่จะจัดขึ้นในเมืองกลาสโกว์ของสกอตแลนด์เพียง 3 เดือน ซึ่ง Reuters ระบุว่าชาติต่างๆ อยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะให้คำมั่นในการดำเนินการด้านสภาพอากาศที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้น ตลอดจนจัดหาเงินทุนจำนวนมากเพื่อการดำเนินการดังกล่าว
  • นักวิทยาศาสตร์หลายรายระบุว่า การคาดการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ของสภาพอากาศที่สุดขั้วในรายงานดังกล่าวตอกย้ำถึงความสำคัญของการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะคงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ และยังใช้ความพยายามที่จะคงการเพิ่มขึ้นดังกล่าวให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสด้วย
  • มีปฏิกิริยาจากหลายฝ่ายต่อรายงานฉบับนี้ อาทิ อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติระบุว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นสัญญาณฉุกเฉิน หรือ Code Red สำหรับมนุษยชาติ “รายงานฉบับนี้จะต้องทำให้เกิดจุดสิ้นสุดของการใช้ถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิล ก่อนที่พวกมันจะทำลายดาวเคราะห์ของเรา” เขาระบุในแถลงการณ์ ขณะที่ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า “เรารอไม่ได้ที่จะจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สัญญาณต่างๆ นั้นชัดเจน วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และต้นทุนของการอยู่เฉยๆ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

credit : https://thestandard.co/climate-change-latest-report/

‘กิจกรรมแก้เบื่อ’ ช่วง’ล็อกดาวน์’

‘กิจกรรมแก้เบื่อ’ ช่วง’ล็อกดาวน์’

เรียนออนไลน์
อย่างที่ทราบกันดีว่าในยุคนี้ มีองค์ความรู้มากมายใครสนใจเรื่องอะไร ก็สามารถค้นคว้าเติมอาหารสมองให้แก่ตัวเองได้ ยิ่งมีเวลาเหลือจากการทำงาน หรือทำกิจกรรมประจำวัน ก็อาจจะมาเพิ่มเติมทักษะ ความรู้ ขีดความสามารถในการพัฒนาตนเอง ซึ่งในเว็บต่างๆ มีคอร์ส เรียนออนไลน์ ให้เลือกมากมาย  ทั้งด้านภาษา ถ่ายภาพ ตัดต่อวิดีโอ ศิลปะ กราฟฟิค  การออกแบบดีไซต์ต่างๆ หรือจะเรียนรู้เรื่องการเงินการลงทุน การหารายได้เสริม ก็มีให้เรียนรู้มากมาย การเรียนออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อพัฒนาศักยภาพให้ตัวเอง  เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อด้วยกิจกรรมยอดฮิตที่ไม่แนะนำคงไม่ได้ เพราะจากการทดลองทำเล่นๆ แก้เบื่อของใครหลายๆ คนกลับเป็นอาชีพเสริมไปแล้ว

หัดทำอาหาร ทำขนม
ด้วยข้อจำกัดคนในการออกจากบ้าน และเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทุกคนต้องรับประทานอาหารถูกสุขลักษณะ  กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ทำให้หลายคนหันมาทำอาหาร และทำขนมทาน โดยอาจจะเริ่มจากการเลือกเมนูง่ายๆ ที่ชื่นชอบ ศึกษาสูตรอาหาร วิธีทำตามในอินเตอร์เน็ต การทำอาหาร ขนมกินเองนอกจากจะสามารถเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพแล้ว  ยังมั่นใจได้ในเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยไร้สารปนเปื้อน   ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี แล้วหากใครทำอร่อย อาจจะทำขายเป็น อาชีพเสริม ได้เลย

ทำงานฝีมือ 
ไม่ว่าจะเป็นงาน เย็บปักถักร้อย หรือ งานแฮนด์เมด หรืองาน DIY อุปกรณ์แต่งบ้าน DIY มีให้ทดลองทำมากมาย หากใครได้ทดลอง หักทำ เชื่อว่าจะเพลิดเพลิน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการอุปกรณ์ต่างๆ หรือใครจะทำเพื่อหารายได้เสริม อย่าง การทำหน้ากากผ้าเอาไว้ใช้เอง ไว้บริจาค หรืออาจทำขายออนไลน์  สามารถหารายได้เสริมจากการอยู่บ้านได้อีกทางหนึ่งด้วย

สร้างvlog ของตนเอง
ดึงดูดทักษะอันโดดเด่นและความสามารถหลากหลายของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่วงอยู่บ้านเป็นโอกาสดี เวลาทองที่เพื่อนๆ จะโชว์ศักยภาพภายผ่านช่องทางการสื่อสารของตนเอง โดยเน้นเนื้อหาไปในสิ่งที่เรารู้ลึก รู้จริง และถนัด เช่น รีวิวเสื้อผ้า ทำอาหาร รีวิวเครื่องสำอาง ถือเป็นการแนะนำสิ่งดี ๆให้กับผู้อื่นด้วย และยังเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เพื่อนๆสามารถสร้างรายได้ และสนุกสนาน คลายเคลียดได้เป็นอย่างดี

จัดห้องใหม่
ถือโอกาสอยู่บ้านนานๆ เนรมิตห้องใหม่ ปรับแต่งมุมใหม่ให้สบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการ ถ้าการทำความสะอาดห้อง ปัดกวาดเช็คถู ขยับนั้น นู้น นี้  ให้เหมาะสมและสะดวกต่อการใช้งาน จัดมุมทำงาน นั่งเล่น ผ่อนคลาย ซึ่งการ จัดห้องใหม่ นอกจากจะสามารถช่วยให้ห้องสะอาดปราศจากเชื้อโรคได้แล้ว ยังทำให้เราเห็น อะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่ได้ใช้แล้วมากมาย สามารถเก็บและนำไปบริจาคได้ เป็นการช่วยเหลือ แบ่งปันให้แก่ผู้อื่นได้อีกด้วย

อ่านหนังสือที่ดองมานาน
ด้วยภาระงานและกิจกรรมนอกบ้านมากมายที่ได้ทำ แต่เมื่อออกจากบ้านไม่ได้ ลองหันไปมองชั้นหนังสือ ซึ่งเชื่อได้ว่าใครที่เคยไปงานสัปดาห์หนังสือแล้วซื้อกลับมาบ้านมากมาจนไม่มีโอกาสได้เปิดอ่านสักที ตอนนี้เริ่มมีเวลาแล้ว ควรหยิบหนังสือมาอ่านให้หนำใจ  การช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียดต่าง ๆ  ทำให้มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ดีขึ้น  และช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง  ช่วยพัฒนาความจำ  ป้องกันโรคอัลไซเมอร์  แถมยังช่วยทักษะในการสื่อสารให้ดีขึ้น  ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน

ออกกำลังกาย
กิจกรรมที่ไม่ควรขาด ขยับวันละนิด วันละหน่อยให้หัวใจได้สูบฉีดสักนิด ยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทุกคนสามารถออกกำลังได้ง่ายๆ เพียงคลิ๊กเปิดช่องยูทูบ ก็มีชาแนลมากมายให้เลือกออกกำลังกายตามความชื่นชอบ  จากการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายให้ผลดีมากมาย  ทั้งทำให้อารมณ์ดี  ร่างกายแข็งแรง  หลับสบาย  ปอดแข็งแรง  แถมช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น  เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมแก้เบื่อ  ลดความเครียด  แถมป้องกัน โควิด-19 ได้อีก

ปลูกผักสวนครัว 
ช่วงที่ต้องอยู่แต่ที่บ้าน  อาหารแห้งพวกข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ยังพอเก็บตุนไว้ใช้ได้นานๆ แต่พวกผักสดไม่กี่วันก็เหี่ยวแล้ว   การปลูกผักสวนครัวที่โตง่าย  ได้ผลผลิตเร็ว  ใช้พื้นที่ไม่มากเป็นทางออกที่ดีในช่วงที่เกิดวิกฤติ  แถมยังได้ผักสดปลอดสารพิษเอาไว้กิน   ผักที่ควรปลูก เช่น  ถั่วงอก  ผักบุ้ง  ต้นอ่อนทานตะวัน  โหระพา  กะเพรา  ผัดสลัดต่างๆ  นับเป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยแก้เบื่อและถือเป็นการสร้างคลังผักสดไว้ที่บ้านของเราเอง

สวดมนต์ นั่งสมาธิไม่มีใครรู้ว่า โควิด 19 จะจบลงเมื่อใด รู้เพียงแต่สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น ซึ่งการรับข้อมูลข่าวสารในปริมาณมากๆ ทำให้เกิดความวิตกกังวล ความเครียดภายในจิตใจ    การทำสมาธิจะทำให้จิตของเราสงบนิ่งอยู่กับปัจจุบันไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง เช่นเดียวกับการสวดมนต์ จะทำให้ทุกคนมีความมั่นคงทางจิตใจ  ก่อให้เกิดสติทำให้มีปัญญาสามารถเอาตัวรอดปลอดภัยได้ในสถานการณ์แบบนี้  อีกทั้ง การทำสมาธิเป็นประจำยังช่วยให้จิตใจผ่องใส  อ่อนโยน  ผ่อนคลายความเครียด   ลดอารมณ์โกรธ   ช่วยให้ความจำดีและสมองมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่จะนำพาความสงบสุขมาสู่จิตใจและยังได้ลบล้างเรื่องราววิตกกังวลต่างๆ ออกไปแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร มีสติในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
อย่างที่เราทราบกันดี ว่าการนอนเป็นการรีบูสร่างกายที่ดีที่สุด ซึ่งการนอนให้เพียงพอในแต่ละวันสำคัญมาก ๆ ด้วยการดำรงชีวิต ทำให้หลายคนอาจนอกนไม่เพียงพอ สะสมมาตลอด เมื่อมีโอกาสโดยกักตัว 14 วัน เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด แล้ว เจึงควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ปรนนิบัติร่างกาย สปาทรีตเม้นต์
ฟื้นฟูผิวและจิตใจไปด้วยในตัว ข้อนี้ต้องใช้งบประมาณเล็กน้อย แต่มีสปาดีๆ ในงบประมาณไม่มากนักหลายแบบหลากสไตล์ให้เลือก ให้ทั้งความผ่อนคลายและบำรุงผิวพรรณ เลือกสปาทรีตเม้นต์คอร์สที่มีสครับผิว อาบน้ำแร่แช่น้ำนม นวดอโรม่า มาลองทำที่บ้าง  ลองใช้โอกาสนี้ดูแลร่างกายตัวเอง  ด้วยอาบน้ำนานๆ  ดูแลผิวพรรณ  ขัดพอกผิว  มาร์คหน้า  สปาผม  สปาผิว  สปาเล็บให้กับตัวเอง  เพื่อผ่อนคลายร่างกายจิตใจ ช่วยเสริมความงาม  เสริมความมั่นใจให้กับตัวเองตั้งแต่ผมจรดปลายเท้า




credit : www.bangkokbiznews.com/news/detail/950823