Apec session to focus on carbon credits, tax

Apec session to focus on carbon credits, tax
  • Apec session to focus on carbon credits, tax

The carbon tax and carbon credit markets will be major topics of discussion at the finance ministers’ meeting at the Asia-Pacific Economic Cooperation (Apec) summit in Thailand this year, says Fiscal Policy Office adviser Woratai Kosolpisitkul.

The Apec finance ministers’ meeting is scheduled before the leaders’ meeting. The two themes of the finance ministers’ meeting are sustainable finance and the digital economy, Mr Woratai said.

Sustainable finance focuses on the use of fiscal tools to create sustainability, such as green bonds and a carbon tax to combat climate change.ADVERTISEMENT

A meeting of finance ministry deputy permanent secretaries and deputy central bank governors of Apec nations is scheduled for March 16-17 to set the meeting agenda.

A subsequent meeting is planned for ministries’ director-generals during June 24-25 to wrap up all details.

The 2022 Apec summit in Thailand is geared towards business sustainability, which should become more important once the pandemic is controlled.

As host, Thailand wants to chart a future for the region after Covid-19 is under control. Apec nations want to promote long-term growth that is resilient, inclusive, balanced and sustainable.

The theme for Apec 2022 is “Open. Connect. Balance.”

The 21 member economies of Apec account for 38% of the world’s population and around 59% of its GDP.

The Thai business sector is expected to introduce the bio-, circular and green economic model for discussion, and propose capital funding to help businesses in the 21 economies during the Apec Business Advisory Council meetings, aimed at providing advice to leaders.

Credit : www.bangkokpost.com/business/2250987/apec-session-to-focus-on-carbon-credits-tax

เจาะ 6 สูตรฉีดกระตุ้นแอสตร้า “ไฟเซอร์เข็ม 3” ต้านเดลตา-โอมิครอนได้แค่ไหน

เจาะ 6 สูตรฉีดกระตุ้นแอสตร้า "ไฟเซอร์เข็ม 3" ต้านเดลตา-โอมิครอนได้แค่ไหน

เจาะ 6 สูตรฉีดกระตุ้นแอสตร้า “ไฟเซอร์เข็ม 3” ต้านเดลตา-โอมิครอนได้แค่ไหน

ศูนย์วิจัยคลีนิคศิริราช เผยผลการวิจัยเบื้องต้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันชนิด PVNT50 ต่อสายพันธุ์เดลตาและ “โอมิครอน” ด้วยการ “ฉีดวัคซีนเข็ม 3” แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ครึ่งโดสและไฟเซอร์เต็มโดสที่ 2 สัปดาห์หลังกระตุ้นเข็มที่ 3 ในผู้ที่เคยได้รับวัคซีนซิโนแวคหรือแอสตร้าเซนเนก้ามาแล้ว 2 เข็ม พบว่า 

สูตรที่ 1 ซิโนแวค+ซิโนแวค+แอสตร้าเซนเนก้า

  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตาได้ = 587 GMT
  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอนได้ระดับต่ำกว่าประมาณ 2-3 เท่า = 170 GMT

สูตรที่ 2 ซิโนแวค+ซิโนแวค+ไฟเซอร์ครึ่งโดส

  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตาได้ดี = 1,002 GMT
  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอนได้ระดับต่ำกว่าประมาณ 1 เท่า = 507 GMT

สูตรที่ 3 ซิโนแวค+ซิโนแวค+ไฟเซอร์เต็มโดส

  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตาได้ดี = 1,143 GMT
  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอนได้ระดับต่ำกว่าประมาณ 1 เท่า = 531 GMT

สูตรที่ 4 แอสตร้าเซนเนก้า+แอสตร้าเซนเนก้า+แอสตร้าเซนเนก้า

  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตาได้ดี = 121 GMT
  • สายพันธุ์โอมิครอนได้ไม่ดีนัก = 22 GMT

สูตรที่ 5 แอสตร้าเซนเนก้า+แอสตร้าเซนเนก้า+ไฟเซอร์ครึ่งโดส

  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตาได้ดี = 674 GMT
  • สายพันธุ์โอมิครอนได้ระดับต่ำกว่าประมาณ 2-3 เท่า = 232 GMT

สูตรที่ 6 แอสตร้าเซนเนก้า+แอสตร้าเซนเนก้า+ไฟเซอร์เต็มโดส

  • ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตาได้ดี = 917 GMT
  • สายพันธุ์โอมิครอนได้ระดับต่ำกว่าประมาณ 1 เท่า = 521 GMT

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ฉีดซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็ม และแอสตร้าเซนเนก้ามาแล้ว 2 เข็ม ควรฉีดเข็มกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยวัคซีนไฟเซอร์
จะได้ระดับภูมิคุ้มกันที่สูงสุดทั้งต่อเดลตาและโอมิครอน

(หน่วยวัดเป็นค่า GMT = Geometric Mean Titer)

เจาะ 6 สูตรฉีดกระตุ้นแอสตร้า "ไฟเซอร์เข็ม 3" ต้านเดลตา-โอมิครอนได้แค่ไหน

Credit : www.bangkokbiznews.com/news/981902

NEARLY A THIRD OF BANGKOK FACES UNHEALTHY MICRODUST

NEARLY A THIRD OF BANGKOK FACES UNHEALTHY MICRODUST

NEARLY A THIRD OF BANGKOK FACES UNHEALTHY MICRODUST


BANGKOK
 — Eighteen out of 50 Bangkok districts experienced unhealthy air quality Thursday morning as the micro-dust PM 2.5 returns.

Among the 18 districts listed by the Center for Coordination and Mitigation of Bangkok Air Pollutions are Sathorn, Don Mueang, Bang Khen, Bangkok Yai, Ladkrabang, Yannawa, Sai Mai, Thawee Wattana, Taling Chan, Bang Khun Tien, Phasi Charoen, Wang Thong Lang and Klong Sam Wa.

These districts contained an average of 46 milligram of PM 2.5 micro dust per cubic meter.

The center, which is part of Bangkok Metropolitan Administration, said Ladkrabang district registered the highest micro dust level on Thursday morning at 63 milligram per cubic meter.

Credit : www.khaosodenglish.com/news/crimecourtscalamity/2021/12/16/nearly-a-third-of-bangkok-faces-unhealthy-microdust/

ปลุก “เศรษฐกิจ” ให้ “แกร่ง” รับปี 65

ปลุก "เศรษฐกิจ" ให้ "แกร่ง" รับปี 65

จับตามาตรการปลุก “เศรษฐกิจ ปี 65” ของรัฐบาลไทย ให้กลับมา “แกร่ง” ท่ามกลางโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน” และ “การเปิดประเทศ” ที่ท้าทายการบริหาร

วิกฤติ “โควิด-19” คงไม่จางหายไปง่ายๆ ทุกคนต้องอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้ ท่ามกลางการเกิดขึ้นของเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่าง “โอมิครอน” ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก แม้ความรุนแรงจะไม่มาก ผู้ติดเชื้อแสดงอาการประมาณไข้หวัดธรรมดา

แต่ด้วยการแพร่กระจายที่รวดเร็ว ทำให้หลายภาคส่วน ยังต้องตั้งการ์ดไม่ตกอยู่ในความประมาท การจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังจะจุดติด จากสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลาย ยังต้องห่วงหน้าพะวงหลังกับสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้ ที่สร้างความกังวลได้พอสมควร เพราะเมื่อมองภาพรวมโควิดในไทยยังติดเชื้อเป็นหลักหลายพันคนต่อวัน จะดีอยู่ตรงที่มี “วัคซีน ยา” ที่ต้านเอาไว้ได้

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ย.2564 พบว่า สัญญาณดีขึ้นจากการเปิดประเทศ แต่ยังมีความกังวลต่อการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน ดัชนีความเชื่อมั่นรอบนี้ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ทั้งอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.2564 เป็นต้นมา

เหตุผลหลัก คือ การผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์เพื่อรองรับ “มาตรการเปิดประเทศ” รวมถึงการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศเสี่ยงต่ำ บินเข้ามาไทยแบบไม่ต้องกักตัว รวมถึงลดพื้นที่ควบคุมลง ยกเลิกเคอร์ฟิว ให้ธุรกิจประชาชนทำธุรกิจใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ผลักดันมาตรการที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เข้าไปกำกับดูแลราคาน้ำมันที่แพง ด้วยการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ส่งผลทางจิตวิทยาเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่คาดว่า จะทำให้การจับจ่ายใช้สอยของคนไทยในการบริโภคและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ตลอดจนค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมีมากขึ้นช่วงปลายปี ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะเข้ามาหมุนเวียนเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท จะหนุนให้เศรษฐกิจไทย และการจ้างงานปรับตัวดีขึ้นช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตปรับตัวสูงขึ้นได้https://83f9ad91bc147799cf28bebc1e827268.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

เราเห็นว่าจากนี้รัฐบาล ต้องเร่งอัดมาตรการฟื้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ออกมาให้ได้อย่างต่อเนื่อง มาตรการที่จะออกมาจากนี้ ต้อง “จุดให้ติด” และ “แรงพอ” ที่จะช่วยบูสท์ระบบเศรษฐกิจโดยภาพรวมให้คึกคักไปจนถึงปี 2565 อย่างน้อย ไตรมาสแรกของปีหน้า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยต้องมีการเติบโตที่แข็งแรงพอ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขจีดีพี อัตราการว่างงาน เงินเฟ้อ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ทุกตัวควรส่งสัญญาณ “เชิงบวก” นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ และท้าทายรัฐบาลนี้เป็นอย่างยิ่ง

Credit : www.bangkokbiznews.com/business/976551

“พาณิชย์”จับตาโอมิครอน ชี้เสี่ยงใหม่ท้าทายศก.โลก

  • “พาณิชย์”จับตาโอมิครอน ชี้เสี่ยงใหม่ท้าทายศก.โลก
  • ปี2564 นับเป็นปีที่การค้าระหว่างประเทศไทยร้อนแรงไม่น้อย จากสถิติกระทรวงพาณิชย์การส่งออกปี 2561 มีมูลค่า 2.56แสนล้านดอลลาร์ ปี 2562 มูลค่า 2.46 แสนล้านดอลลาร์ ,ปี 2563 มูลค่า 2.31 แสนล้านดอลลาร์

เฉพาะ10เดือน(ม.ค.-ต.ค.)ปี2564 มูลค่าการส่งออกสูงถึง 2.22 แสนล้านดอลลาร์ แล้วเรียกได้ว่าแรงถึงท้ายปีหลังการระบาดโควิด-19ค่อยๆคลี่คลายในหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐและจีนที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยด้วยสัดส่วนมากกว่า10% ของการส่งออกทั้งโลก ทำให้เศรษฐกิจปลายทางฟื้นตัวนำไปสู่ดีมานด์สินค้าที่สูงแบบก้าวกระโดด แต่ล่าสุดหลังการพบสายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน” เกิดคำถามว่า การส่งออกของไทยที่มีสัดส่วนต่อจีดีพีถึง 70% นั้นจะยังร้อนแรงต่อไปได้หรือไม่ 

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โควิดสายพันธุ์ โอมิครอน ได้เปิดความเสี่ยงใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว โดยหากเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างทั่วโลก จะทำให้ประเทศต่างๆต้องกลับมาเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการล๊อกดาวน์ ซึ่งอาจส่งผลทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ อาจเกิดโควิดกลายพันธ์ใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่องเพราะหลายประเทศในโลกที่ประชากรที่ได้รับวัคซีนมีสัดส่วนน้อย ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่ของการแพร่ระบาดใหม่ได้อีกไปเรื่อยๆ จึงจำเป็นที่ประชาคมโลกต้องให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนา ให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการกระจายการเข้าถึงวัคซีนให้ได้อย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ผลจากโอมิครอนทำให้ขณะนี้บางประเทศได้ประกาศปิดประเทศแล้วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดภายใน ซึ่งต้องติดตามอีกระยะหนึ่งว่า จะสามารถควบคุมได้หรือไม่หากการระบาดรุนแรงจนส่งผลให้ต้องมีมาตรการล๊อกดาวน์ภายใน จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการขนส่งภายในของประเทศนั้นๆได้ซึ่งหากเกิดขึ้นในหลายๆประเทศ อาจทำให้เกิดสถานการณ์ supply chain disruption ได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบต่างจะไม่เกิดขึ้นทั่วโลกเหมือนเช่นในปี 2563 เนื่องจากที่ผ่านมา โควิด-19 ได้ผลักดันให้ผู้ผลิตทั่วโลกปรับตัวโดยการพึ่งพาภายในภูมิภาคมากขึ้น จึงเกิดห่วงโซ่การผลิตจำนวนมากขึ้นหมายความว่า แม้จะเกิดการระบาดระลอกใหม่จากโอมิครอน กระบวนการผลิตจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ไม่หยุดชะงักทั่วโลก ทั้งนี้หากเกิดโอมิครอนเข้ามาในไทย และระบาดรุนแรง ต้องไม่ให้กระทบต่อภาคการผลิตเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศ ซึ่งอาจต้องใช้แนวทาง มาตรการป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ (bubble and seal) โรงงาน ดังเช่นที่ผ่านมา

ในช่วง2 ปีที่ผ่านมาของการระบาดของโควิด-19 หน่วยงานต่างๆของไทยไม่ได้อยู่นิ่งเฉยแต่ได้มีการปรับตัวรองรับสถานการณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของกรม ได้ใช้กลยุทธ์ “ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส” มาตั้งแต่เริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 โดยใช้ช่วงเวลาที่ต้องล๊อกดาวน์ประเทศ และการล๊อกดาวน์ของประเทศต่างๆที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศได้ ในการเร่งปรับตัว และหาโอกาส เพื่อที่ว่า เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติแล้วจะได้สามารถเดินหน้าเชิงรุกได้เลย

ในส่วนของการปรับตัว กรมได้ดำเนินการไม่เพียงแต่ปรับการทำงานของกรมเอง โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาประยุกษ์ใช้งานในทุกมิติเพื่อสามารถเดินหน้าภารกิจของกรมต่อไปได้ อย่างไม่สะดุดทั้งในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ผู้ประกอบการ การพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วยนวัตกรรม การส่งเสริมภาคบริการที่ตอบโจทย์ยุค New Normal โดยเฉพาะดิจิทัลคอนเทนต์ การพัฒนาช่องทางการตลาดใหม่ๆ และการพัฒนาการให้บริการของกรมโดยเปลี่ยนจากออฟไลน์ เป็นออนไลน์ทั้งหมด 

นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดันผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศให้ปรับตัวในการใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ และพัฒนาการให้บริการออนไลน์ของกรมอย่างต่อเนื่องในการนี้ หากเกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องมีการล๊อกดาวน์ประเทศอีกครั้ง กรมมีความพร้อมที่จะเดินหน้าภารกิจของกรมในการส่งเสริมการส่งออกต่อไปได้โดยผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ การจัดเจรจาธุรกิจทางออนไลน์ (OBM) ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้นำเข้าในต่างประเทศ การจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (virtual trade fair) การส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนโดยการผลักดันสินค้าไทยขึ้นขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำของต่างประเทศ เป็นต้น

Credit : www.bangkokbiznews.com/business/976547

“กรมพลังงาน” เร่งเคลียร์ทางหนุนเปิดโรงไฟฟ้าชุมชนทันปี68

“กรมพลังงาน” เร่งเคลียร์ทางหนุนเปิดโรงไฟฟ้าชุมชนทันปี68

การตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน ถือเป็นหนึ่งในนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ให้ชุมชนมีรายได้จากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า พร้อมจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐาน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนชุมชน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ภายหลังที่มีการพิจารณาอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) จำนวน 43 ราย จากผู้สมัครที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค 169 ราย คิดเป็นปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายรวม 149.50 เมกะวัตค์ เป็นตามที่คณะอนุกรรมการนำเสนอรายชื่อเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2564 พพ.

ล่าสุด พพ.ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าชมบริษัทปาล์มดีชุมชนกรีนพาวเวอร์ จำกัด ที่ได้ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันพืชโตไวและเลี้ยงสัตว์ปาล์มดีศรีนคร เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพืชชีวมวล ขนาด 2.85 เมกะวัตต์ โดยใช้พืชโตเร็ว เป็นเชื้อเพลิงหลัก และนำวัสดุเหลือใช้จากสวนปาล์มเป็นเชื้อเพลิงเสริม และบริษัทปาล์มดีกรีนพาวเวอร์ จำกัด ได้ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันและปลูกหญ้าเนเปียร์ ในการผลิตไฟฟ้าแก๊สชีวภาพขนาด 3 เมกะวัตต์ ซึ่งการผลิตจะใช้หญ้าเนเปียร์ผสมกับน้ำเสีย 25% ในการหมักเพื่อให้เกิดแก๊สชีวภาพ และใช้แก๊สเพื่อมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าต่อไป

นายอดิศักดิ์ ชูสุข ผู้อำนวยการกองวิจัย ค้นคว้าพลังงาน พพ. กล่าวว่า ต้นปี2568 ทุกโรงไฟฟ้าจะต้องทำตามเป้าหมายสัญญา ไม่งั้นพพ.จะยกเลิกใบอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ พพ.จึงจัดเสวนาและนิทรรศการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับวิสาหกิจชุมชนพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับพืชพลังงาน ถือเป็นหนึ่งในนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ที่จะช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน

นายวิกรม โกมลตรี ตัวแทนบริษัท ปาล์มดีกรีนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจะใช้พื้นที่ประมาณ 40 ไร่ โดยมีวิสาหกิจชุมชนฯ ที่มีสมาชิกกว่า300 ราย มีความพร้อมที่จะปลูกพืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าชุมชน โดยใช้วิธีการเช่าพื้นที่ปลูกเป็นหลักประมาณ 250ไร่ โดยอยู่ระหว่างปรับพื้นที่ เพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์นำร่องเป็นตัวอย่าง หรือจะเป็นพื้นที่ริมคลองพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ชะอวด-แพรกเมือง ก็เตรียมที่จะเช่าให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกหญ้าเนเปียร์ด้วยเช่นกัน 

“เรามีพื้นที่สำรองเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์อีกกว่า 1,000 ไร่ แต่จะไกลจากโรงงานถือเป็นแผนสำรองในการจัดหาเชื่อเพลิง ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯมีพื้นที่รวมกว่าหลายหมื่นไร่ จะได้หญ้าเนเปียร์ 70 ตันต่อไร่ต่อปี ซึ่งการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล 1 เมกะวัตต์ จะใช้หญ้า 30-50 ตันต่อวัน ซึ่งหากผลิต 2.75 เมกะวัตต์ จะใช้หญ้าราว100 ตัน ตั้งเป้า 300 วันจะใช้หญ้าเนเปียร์ 3 แสนตัน ซึ่งปาล์ม 1 โรงงานจะมีพื้นที่ปลูก 1 แสนไร่ ดังนั้น พื้นที่เพาะปลูกหญ้าเนเปียร์ 100 ไร่เต็มพื้นที่ต่อ 1 เมกะวัตต์ ถือว่าเพียงพอ ส่วนราคารับซื้อหญ้าอยู่ที่ตันละ 300-500 บาท สวนปาล์มหากคิดตามสูตรเฉลี่ยทั้งปีทั้งประเทศ 3 ตันต่อไร่ แต่ในพื้นที่นี้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ตันต่อไร่ต่อปี ส่วนราคาปาล์มขณะนี้กิโลกรัมละ 6 บาท และหากคิด 3 ตันจะได้ 18,000 บาทต่อ1ไร่”https://a321bd6e3bd6a4aeb9cc7a3bd7bb5d5a.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ในการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับคนในชุมชนตามนโยบายภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งแน่นอนว่าทุกอย่างมีผลกระทบ อยู่ที่ว่าจะหาทางป้องกันอย่างไร ให้มีความรับผิดชอบต่อชุมชน ซึ่งพืชพลังงานคิดว่าผลกระทบคงไม่น่าจะมีอะไร เพราะมีการนำน้ำเสียและแก๊สมาปั่นไฟ ในขณะที่ชีวมวลจะสร้างให้มีมาตรฐาน ทั้ง ควัน หรือกลิ่น ก็จะต้องอยู่ในมาตฐาน มีการตรวจวัดค่าปริมาณการปล่อยทุกครั้ง พร้อมทั้งมีโรงงานต้นแบบ ชุมชนได้รับผลกระทบหรือไม่อย่างไร จะไม่คำนึงด้านราคาอย่างเดียวแต่จะคำนึงถึงระยะยาวเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยสุด

ทั้งนี้ ขณะนี้รัฐบาลได้ให้โอกาสโรงงานหาพลังงานเชื้อเพลิงในสัดส่วน 20% ได้ เพราะหากให้ใช้เชื้อเพลิงที่มาจากรัฐวิสาหกิจ 100% จะส่งผลกระทบได้ อีกทั้งการลงทุนสูงครั้งละกว่า 200 ล้านบาท ดังนั้น 20% ที่รัฐเปิดโอกาสให้เอกชนทำถือเป็นจุดแข็งสร้างโอกาสชุมชนได้นำเอาทะลายปาล์มมาขาย อีกทั้ง ยังได้เตรียมพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ พร้อมแบ่งโซน เพื่อเสริมให้โรงไฟฟ้าได้ตลอดอายุสัญญา 20 ปี

“ราคาเชื้อเพลิงในท้องตลอดเชื้อเพลิง 20% ที่เป็นทะลายปาล์มที่ส่งขายไปส่วนใหญ่ และนำไปส่งในภาคกลางจะเกิดต้นทุนค่าขนส่งมากกว่าค่าเชื้อเพลิงด้วยซ้ำ จึงมองไปถึงผลกระทบทั้งในเรื่องของค่าน้ำมันและสร้างมลพิษ ส่วนราคาก็จะขึ้นอยู่กับราคาตลาดแต่ก็จะมีการประกันราคาให้ โรงไฟฟ้าเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องอยู่ได้ และยืนยันว่าราคาไม่น้อยกว่าที่อื่นแน่นอน”

นายวิกรม กล่าวว่า คาดว่าโรงงานจะผลิตไบโอแก๊สจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ปลายปี2565 ส่วนโรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องดูรายละเอียดก่อนสร้างเพราะยังมีผลกระทบเรื่องการบริหารจัดการ รวมถึงเงินลงทุนเพื่อให้อยู่ในกรอบกำหนดของพพ.ที่ไม่เกิน 36 เดือน หรือภายในวันที่ 21 มกราคม 2568 คาดว่าจะคุ้มทุนใน 7 ปีจากการลงทุนราว 160-170 ล้านบาท

นอกจากนี้ การให้วิสาหกิจชุมชนมีหุ้น 10% หากวางแผนในการสร้างลงทุนที่ดี วิสาหกิจชุมชนจะได้รับผลในการยืนพื้นตรงนี้แน่นอน สามารถนำเงินไปต่อยอดได้ เมื่อรัฐได้กำหนดว่าโรงไฟฟ้าจะต้องมีเงินจำนวนหนึ่งไปพัฒนาด้านการศึกษา ด้านสาธารณูปโภค โดยมีการทำบันทึกข้อตกลงท้องถิ่นตั้งเป้าว่าใน 1ปี จะมีเงิน 1ล้านบาท ต่อ1 โรง มาพัฒนาได้หลายอย่าง เกิดประโยชน์กับชุมชนเป็นอย่างมาก

“การจะเพิ่มบ่อชีวมวลอีก 1 บ่อ ต้องทำความเข้าใจให้ชาวบ้าน ก่อนจะทำต้องมีข้อมูลให้ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อม ว่าจะมีเทคโนโลยีแบบไหน ดูที่ข้อกังวลเขาก่อน ผลประโยชน์ชุมชนที่ได้ 1 ล้านบาทต่อปี จะมีการจัดสรรเพื่อประโยชน์สูงสุดเพื่อส่วนรวม อยากเสนอภาครัฐ เมื่อเราทำแล้วลดโลกร้อน เป็นสิ่งที่ได้กับชุมชน ราคาที่ได้ไม่ควรจะมีการแข่งขัน โรงอื่นอาจจะให้ชุมชนแค่ 1 แสนบาทต่อปี จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชน”

นายมนัส รอดมินทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันและหญ้าเนเปียร์ ปาล์มดีศรีนคร กล่าวว่า พื้นที่จำนวน 90% เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการทำเกษตรกรรม มีน้ำพร้อมจากคลองพระราชดำริ ชาวบ้านรวมตัวกันปลูกพืชพลังงานเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ที่ผ่านมาเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ลูกหลานต้องอพยพไปอยู่กรุงเทพฯ ต้องหางานทำ ตอนนี้เป็นโอกาสดี ทั้งการขายในส่วนของทะลายปาล์มเพื่อนำไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้ามีความต่อเนื่อง ปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการทำนามาปลูกปาล์มเดือนละ 2 ครั้ง สร้างความมั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากนี้ เมื่อมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น เกษตรกรไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีตลาดรองรับ เมื่อชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง อยากเห็นลูกหลานเกษตรกรไปทำงานที่อื่นทยอยกลับมาสู่บ้านเกิดของตัวเอง อีกทั้ง จากการที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน เกษตรกรค่อนข้างไม่สบายใจ หากจะนำปาล์มน้ำมันที่เป็นเชื้อเพลิงมาผลิตกระแสไฟฟ้าจะทำให้เกษตรกรอยู่ได้ นอกจากนี้ กระแสการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังจะมา ต้องเตรียมพร้อมผลิตกระแสไฟฟ้าจะต้องพร้อม ชาวสวนมีความพร้อมแล้วที่จะผลิตเชื้อเพลิงเพื่อให้พอกับความต้องการของโรงไฟฟ้าชุมชน

นายวัชระพงค์ คงแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันพืชโตไวและเลี้ยงสัตว์ปาล์มดีศรีนคร กล่าวว่า ชาวบ้านได้เตรียมพื้นที่ไว้ 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 ใช้เป็นพื้นที่ในการปลูกไม้โตเร็ว เช่น กระถิน ยูคาลิปตัส ปลูกเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก และให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง มีความหนาแน่นของต้นไม้สูง ปริมาณขี้เถ้าต่ำ ปริมาณลิกนินสูง ซึ่งจะทำให้มีค่าความร้อนสูง ทนโรคและแมลง เติบโตได้ดีในพื้นที่ดินเสื่อมโทรม ความสามารถในการแตกหน่อดี ขยายพันธุ์ได้ง่าย สามารถปลูกร่วมกับพืชเกษตรอื่นได้ และส่วนที่ 2 เป็นแผนรองรับในเรื่องของต้นปาล์มกับทะลายปาล์ม เมื่อโรงไฟฟ้าก่อตั้งเสร็จเรียบร้อย คิดว่าวิสาหกิจชุมชนจะมีความพร้อมที่จะส่งเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้า สมาชิกจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เป็นโครงการที่คิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 ในสมัยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และได้เข้าสู่การพิจารณาของ กพช.เมื่อ 11 ก.ย. 2562 โดย กพช.ในครั้งนั้นเห็นชอบกรอบการส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชนรวม 1,933 เมกะวัตต์ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้บรรจุในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561-2580 หรือ AEDP2018 แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี และส่งไม้ต่อมายังนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนฯ และเสนอ กพช.พิจารณาอีกครั้ง เมื่อ 16 พ.ย. 2563 โดยให้เป็นเพียงโครงการนำร่อง 150 เมกะวัตต์ เท่านั้น


Credit : www.bangkokbiznews.com/business/976555

โรสแมรี่ ประโยชน์ดีๆ ที่ควรปลูกไว้ในบ้าน

โรสแมรี่ ประโยชน์ดีๆ ที่ควรปลูกไว้ในบ้าน

โรสแมรี่ ประโยชน์ดีๆ ที่ควรปลูกไว้ในบ้าน
โรสแมรี่เป็นสมุนไพรพื้นเมืองที่มีกลิ่นหอม มีฤทธิ์อุ่น รสขม และให้รสชาติและกลิ่นที่ดีแก่อาหารหลายชนิด นอกจากนี้ใบโรสแมรี่สดยังสามารถใช้ในชาหรือเป็นทำเป็นน้ำมันหอมระเหยได้อีกด้วย โรสแมรี่ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในด้านรสชาติและกลิ่นเท่านั้น ยังมีชื่อเสียงในด้านประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เพราะเป็นแหล่งที่ดีของธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ ซี และบี 6 จึงถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคมานานหลายศตวรรษและ โรสแมรี่ ประโยชน์ ด้านสุขภาพจะมีอะไรบ้างนั้น เรามารู้จักกันเลย

  • โรสแมรี่ ประโยชน์ มีมากมาย ดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
  1. ใบโรสแมรี่สดเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบ เช่นเดียวกับยอดทานตะวันอ่อน ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต
  2. โรสแมรี่ถือเป็นตัวกระตุ้นการรับรู้ โรสแมรี่ ประโยชน์จึงสามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพของหน่วยความจำได้ เป็นที่รู้จักกันในเรื่องช่วยเพิ่มความตื่นตัว ความฉลาด และสมาธิ
  3. กลิ่นหอมของโรสแมรี่เชื่อมโยงกับอารมณ์ที่ดีขึ้น โรสแมรี่ ประโยชน์ของมันช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง และบรรเทาความเครียดในผู้ที่มีความวิตกกังวลเรื้อรัง หรือฮอร์โมนความเครียดไม่สมดุล
  4. น้ำมันจากโรสแมรี่ ประโยชน์เป็นที่รู้จักกันดีในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม ป้องกันศีรษะล้าน ผมหงอกช้า และรักษารังแคและหนังศีรษะแห้ง
โรสแมรี่ ประโยชน์, ใบโรสแมรี่สด
  1. โรสแมรี่มักใช้สำหรับแก้ปัญหาการย่อยอาหาร รวมทั้งอาการเสียดท้อง ก๊าซในลำไส้ ตับและถุงน้ำดี และเบื่ออาหาร ส่วนใครที่มีอาการท้องผูก แนะนำให้กินว่านหางจระเข้ เพราะสามารถช่วยแก้ท้องผูกได้ค่ะ
  2. โรสแมรี่มีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในการต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื่อมโยงกับการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย staph
  3. โรสแมรี่ ประโยชน์ดีต่อผิวด้วย เพราะสารอาหารในโรสแมรี่ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายที่มักเกิดจากแสงแดดและอนุมูลอิสระได้
  4. โรสแมรี่มีส่วนผสมที่เรียกว่ากรดคาร์โนซิกซึ่งสามารถต่อสู้กับความเสียหายจากอนุมูลอิสระในสมอง ช่วยป้องกันทางระบบประสาท
  5. สารสกัดจากโรสแมรี่เอทานอลดิบ จะช่วยชะลอการแพร่กระจายของมะเร็งเม็ดเลือดขาวและเซลล์มะเร็งเต้านมได้ จึงจัดได้ว่าโรสแมรี่ ประโยชน์ดีต่อผู้ป่วยมะเร็งด้วยเช่นกัน

เกร็ดสุขภาพ : เมื่อเวลาผ่านไปโรคภูมิโรสแมรี่ปลอดภัยเมื่อกินในขนาดต่ำ แต่หากกินในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ เช่น อาเจียน อาการกระตุก หรือแม้แต่อาการบวมน้ำที่ปอด นอกจากนี้โรสแมรี่ในปริมาณสูงอาจทำให้แท้งได้ด้วย ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้สตรีมีครรภ์กินอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของโรสแมรี่

  • โรสแมรี่ทำอะไรได้บ้าง ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง

โรสแมรี่ ประโยชน์นั้นมากมาย เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมตลอดปีที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกทั่วโลก มักถูกใช้เป็นเครื่องปรุงรสสำหรับทำอาหาร ใส่ลงในเครื่องดื่ม หรือทำน้ำหอมสำหรับร่างกาย รวมถึงใบและน้ำมันใช้ทำยา โดยทั่วไปแล้วจะเตรียมเป็นสมุนไพรแห้งหรือสารสกัดผงแห้ง ในขณะที่ชาและสารสกัดจากของเหลวจะทำมาจากใบโรสแมรี่สดหรือแห้งสำหรับในการปรุงอาหารนั้นใบโรสแมรี่ใช้เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารหลากหลาย เช่น ซุป สตูว์ สลัด หรือใช้โรสแมรี่กับไก่และสัตว์ปีกอื่นๆ เช่น แกะ หมู วัว และปลา โดยเฉพาะปลาที่มีน้ำมัน นอกจากนี้ยังเข้ากันได้ดีกับธัญพืช เห็ด หัวหอม ถั่ว มันฝรั่ง และผักโขม ส่วนน้ำมันนิยมใช้ในเครื่องดื่มและในการผลิต น้ำมันโรสแมรี่ถูกใช้เป็นส่วนประกอบที่มีกลิ่นหอมในสบู่และน้ำหอม ใบคล้ายเข็มของมันมีรสมะนาวคล้ายมะม่วงหาว และไพน์ที่เด่นชัดซึ่งเข้ากันได้ดีกับเนื้อแกะย่าง กระเทียม และน้ำมันมะกอก

ส่วนการนำโรสแมรี่ไปใช้นั้น ควรล้างก้านโรสแมรี่สดภายใต้น้ำเย็นไหลและเช็ดให้แห้ง ในตำรับอาหารมักจะใช้ทั้งใบ อาจใส่โรสแมรี่ทั้งก้านลงในสตูว์และอาหารจานเนื้อ ในการเก็บโรสแมรี่ ให้วางก้านในถุงเก็บอาหารพลาสติกกับกระดาษชำระชุบน้ำหมาดๆ โรสแมรี่สดจะเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 1 สัปดาห์ และหากต้องการต้มโรสแมรี่เพื่อทำชาโรสแมรี่ ให้กรองใบโรสแมรี่จากน้ำร้อนโดยใช้กระชอนตาข่ายที่มีรูเล็กๆ หรือนำออกจากที่กรองชา สามารถทิ้งใบโรสแมรี่ที่ใช้แล้วและเทชาโรสแมรี่ลงในแก้วแล้วดื่มได้เลย จะเติมสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล หรือน้ำผึ้ง ได้ตามต้องการ

การกินโรสแมรี่เพื่อสร้างความจำ แนะนำให้กินสารสกัดโรสแมรี่ 500 มิลลิกรัมวันละสองครั้งเป็นเวลาหนึ่งเดือน หากต้องการสูดดมเพื่อเพิ่มความจำ ให้หยดน้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่บริสุทธิ์จำนวน 4 หยดลงบนแผ่นกระจายกลิ่นอโรมาเธอราพี 5 นาที นอกจากนี้ชาโรสแมรี่โฮมเมดยังใช้เป็นยาสระผมช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมได้ เพราะน้ำมันหรือสารสกัดโรสแมรี่สามารถลดผมร่วงได้ แต่ต้องทาลงบนหนังศีรษะค่ะ

เกร็ดสุขภาพ : ทิปส์ในการปลูกโรสแมรี่นั้นพันธุ์ส่วนใหญ่จะเติบโตได้ดีที่สุดในดินร่วนปนดินร่วนซุยและเป็นกรดเล็กน้อย ค่า pH ของดินที่ต้องการอยู่ระหว่าง 6.0 ถึง 7.0 โรสแมรี่ควรได้รับแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงในแต่ละวัน เพราะจะเติบโตได้ดีที่สุดในช่วงแดดจัด และเช่นเดียวกับสมุนไพรส่วนใหญ่ โรสแมรี่มีความทนทานต่อความแห้งแล้ง และหากแข็งแรงเพียงพอก็สามารถทนต่อการแช่แข็งเล็กน้อยได้ ไม่ควรรดน้ำมากเกินไปเพราะอาจทำให้รากเน่า โดยเฉลี่ยแล้ว ควรรดน้ำโรสแมรี่ทุกๆ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดพืชและสภาพอากาศ และปล่อยให้พืชแห้งอย่างทั่วถึงระหว่างการรดน้ำแต่ละครั้ง

ได้รู้จักถึงโรสแมรี่ ประโยชน์ดีๆ ต่อสุขภาพกันไปแล้วนะคะ การดื่มชาโรสแมรี่หรือแม้กระทั่งสูดดมกลิ่นหอมของชาอาจเป็นประโยชน์ต่ออารมณ์ สมอง และดวงตาของเรา ทั้งยังอาจช่วยป้องกันความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่อาจนำไปสู่โรคเรื้อรังมากมาย ลองทำชาโรสแมรีที่บ้านง่ายๆ แล้วจิบเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี

Credit : https://bit.ly/3ERx6ug

ลูกพรุน ประโยชน์ ดีๆที่คนรักสุขภาพห้ามพลาด

ลูกพรุน ประโยชน์ 10 ข้อ ยิ่งกิน ยิ่งดีต่อร่างกาย


ลูกพรุน ประโยชน์ ดีๆที่คนรักสุขภาพห้ามพลาด

  1. บำรุงสายตา

มีสารสำคัญอย่างแคโรทีนอยด์และวิตามินเอมากถึง 3% อยู่ในลูกพรุน ประโยชน์ช่วยป้องกันการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม บรรเทาอาการตาแห้ง หรือตาแพ้แสง อีกทั้งยังช่วยปกป้องดวงตาไม่ให้ล้าจากการโดนแสงแดดและแสงจากหน้าจอทำลาย

  1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ข้อดีของการกินลูกพรุน ประโยชน์ที่จะได้รับอีกอย่างหนึ่งนอกจากบำรุงสายตานั่นก็คือภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานได้ดีขึ้นค่ะ เพราะในลูกพรุนมีวิตามินจำนวนมากที่ดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินซีซึ่งจัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ ลดการเกิดหวัด และยังป้องการการเกิดโรคขาดวิตามินซีได้อีกด้วย นอกจากนั้นวิตามินซียังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างใสและยกกระชับขึ้นด้วยนะคะ

เกร็ดสุขภาพ : นอกจากวิตามินซีแล้วในลูกพรุนมีวิตามินและแร่ธาตุจำนวนมากโดยเฉพาะแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมการเต้นหัวใจ การส่งสัญญาณประสาท รวมไปถึงการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเมื่อรับประทานลูกพรุนอาจจะทำให้เกิดการคั่งของโพแทสเซียมในร่างกายมากเกินไป เพราะไตวายไม่สามารถขับออกได้ ก็จะส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

  1. ต่อต้านการเกิดมะเร็ง

ประโยชน์ของลูกพรุนที่จะพูดถึงไม่ได้เลยนั่นก็คืออุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น เซเลเนียม ไรโบฟลาวีน ไนอาซีน เป็นต้น ซึ่งช่วยต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ เพราะกลไกการเกิดโรคมะเร็งมักจะเกิดจากสารอนุมูลอิสระหรือสารก่อมะเร็ง การรับประทานลูกพรุนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็จะช่วยยั้บยั้งและลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้นั่นเองค่ะ

  1. ช่วยลดระดับคอลเลสเตอรอล

การกิน ลูกพรุน ประโยชน์ ที่จะได้รับนั้นช่วยลดระดับคอลเลสเตอรอลในหลอดเลือดได้เช่นเดียวกับสรรพคุณลูกยอ ส่งผลให้หลอดเลือดแดงยืดหยุ่น ป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวจากการเกาะตัวของคอลเลสเตอรอลตามผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจ

  1. ป้องกันโรคโลหิตจาง

มีธาตุเหล็ก สังกะสี และทองแดงอยู่ในลูกพรุน ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับจากการกินลูกพรุนคือช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง พร้อมกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง ซึ่งเมื่อเม็ดเลือดแดงสมบูรณ์ก็จะลดโอกาสการเกิดโรคโลหิตจางได้ค่ะ

  1. ดีต่อระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย

ในลูกพรุนมีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารที่สูงมาก ๆ ค่ะ ซึ่งช่วยการทำงานของลำไส้ ดังนั้นการกินลูกพรุน ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารที่จะได้รับเลยก็คือช่วยลดอาการท้องผูกได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวารได้ด้วยนะคะ ซึ่งแนวทางการรับประทานอาหารประจำปี 2020 – 2025 ของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาแนะนำให้ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 30 ปีกินลูกพรุนวันละ 28 กรัม ส่วนผู้ชายกินได้ถึง 34 กรัมต่อวัน ส่วนคนที่อายุ 30 – 50 ปี ทั้งชายและหญิงควรกินลูกพรุนวันละ 25 – 30 กรัม ส่วนคนที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปนั้นควรกินลูกพรุนวันละ 22 – 28 กรัม ต่อวันทั้งชายและหญิง

เกร็ดสุขภาพ : การกินลูกพรุนในปริมาณที่มากอาจมีฤทธิ์เป็นยาระบายจนถึงขั้นท้องเสียถ่ายไม่หยุดได้ ดังนั้นควรจะกินในปริมาณที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย นอกจากนั้นลูกพรุนยังไม่เหมาะกับเด็กเล็ก ๆ อีกด้วยนะคะ ไม่แนะนำให้เด็กทารกกินเป็นอันขาด เพราะจะไปกระตุ้นให้ถ่ายไม่หยุดจนช็อกได้เลยนะคะ

  1. ลดระดับความดันโรคหิต

นอกจากนั้นแล้วการกินลูกพรุน ประโยชน์ที่สำคัญเลยที่ร่างกายจะได้รับทางตรงก็คือช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ดีค่ะ งานวิจัยจาก the National Institutes of Health รายงานว่ากินกินลูกพรุนเป็นประจำช่วยควบคุมระดับของความดันเลือดให้เป็นปกติได้ เพราะลูกพรุนจัดอยู่ในกลุ่มพืชผักผลไม้สีม่วงแดงที่มีสารแอนโทไซยานินเช่นเดียวกับบีทรูท องุ่น กระเจี๊ยบ แบล็กเบอร์รี่ รวมไปถึงบลูเบอรี่ที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

  1. บรรเทาอาการตะคริว

การกินลูกพรุนมีประโยชน์อีกข้อหนึ่งนั้นช่วยลดการเกิดอาการตะคริวค่ะ เพราะมีวิตามินเค ฟอสฟอรัส และแคลเซียมใน ลูกพรุน ประโยชน์ของแร่ธาตุเหล่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง แถมแร่ธาตุทั้งหลายนี้ยังช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือนได้อีกด้วยนะคะ เพราะจะช่วยลดการหดเกร็งบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและหน้าท้อง บรรเทาให้สาว ๆ ปวดประจำเดือนน้อยลงนั่นเองค่ะ

  1. ช่วยลดความอยากอาหาร

จุดเด่นของเจ้า ลูกพรุนประโยชน์ อีกข้อที่ดีสำหรับกำลังคนลดน้ำหนักคือช่วยลดความอยากอาหาร เพราะในลูกพรุนมีไฟเบอร์สูงย่อยช้า ทำให้เราอิ่มนานและไม่รู้สึกอยากจะกินจุกจิกระหว่างวัน นอกจากนั้นในลูกพรุนยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง

ลูกพรุน_ประโยชน์, ประโยชน์ของลูกพรุน
  1. ป้องกันการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง

การกินลูกพรุนช่วยให้ปอดแข็งแรง เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในลูกพรุน ประโยชน์เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดโรคปอดและทางเดินหายใจโดยเฉพาะถุงลมโป่งพองที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่และการสูดฝุ่นควันสารพิษเข้าไปในปริมาณมาก สารต้านอนุมูลอิสรที่อยู่ในลูกพรุนจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพปอดให้แข็งแรง

Credit : https://bit.ly/3s1smPc

Microplastics are everywhere – but are they harmful?

Microplastics are everywhere but are they harmful?

Microplastics are everywhere — but are they harmful?

Dunzhu Li used to microwave his lunch each day in a plastic container. But Li, an environmental engineer, stopped when he and his colleagues made a disturbing discovery: plastic food containers shed huge numbers of tiny specks — called microplastics — into hot water. “We were shocked,” Li says. Kettles and baby bottles also shed microplastics, Li and other researchers, at Trinity College Dublin, reported last October1. If parents prepare baby formula by shaking it up in hot water inside a plastic bottle, their infant might end up swallowing more than one million microplastic particles each day, the team calculated.What Li and other researchers don’t yet know is whether this is dangerous. Everyone eats and inhales sand and dust, and it’s not clear if an extra diet of plastic specks will harm us. “Most of what you ingest is going to pass straight through your gut and out the other end,” says Tamara Galloway, an ecotoxicologist at the University of Exeter, UK. “I think it is fair to say the potential risk might be high,” says Li, choosing his words carefully.

Researchers have been worried about the potential harms of microplastics for almost 20 years — although most studies have focused on the risks to marine life. Richard Thompson, a marine ecologist at the University of Plymouth, UK, coined the term in 2004 to describe plastic particles smaller than 5 millimetres across, after his team found them on British beaches. Scientists have since seen microplastics everywhere they have looked: in deep oceans; in Arctic snow and Antarctic ice; in shellfish, table salt, drinking water and beer; and drifting in the air or falling with rain over mountains and cities. These tiny pieces could take decades or more to degrade fully. “It’s almost certain that there is a level of exposure in just about all species,” says Galloway.

The earliest investigations of microplastics focused on microbeads found in personal-care products, and pellets of virgin plastic that can escape before they are moulded into objects, as well as on fragments that slowly erode from discarded bottles and other large debris. All these wash into rivers and oceans: in 2015, oceanographers estimated there were between 15 trillion and 51 trillion microplastic particles floating in surface waters worldwide. Other sources of microplastic have since been identified: plastic specks shear off from car tyres on roads and synthetic microfibres shed from clothing, for instance. The particles blow around between sea and land, so people might be inhaling or eating plastic from any source.

From limited surveys of microplastics in the air, water, salt and seafood, children and adults might ingest anywhere from dozens to more than 100,000 microplastic specks each day, Albert Koelmans, an environmental scientist at Wageningen University in the Netherlands, reported this March2. He and his colleagues think that in the worst cases, people might be ingesting around the mass of a credit card’s worth of microplastic a year.

Regulators are taking the first step towards quantifying the risk to people’s health — measuring exposure. This July, the California State Water Resources Control Board, a branch of the state’s environmental protection agency, will become the world’s first regulatory authority to announce standard methods for quantifying microplastic concentrations in drinking water, with the aim of monitoring water over the next four years and publicly reporting the results.

Evaluating the effects of tiny specks of plastic on people or animals is the other half of the puzzle. This is easier said than done. More than 100 laboratory studies have exposed animals, mostly aquatic organisms, to microplastics. But their findings — that exposure might lead some organisms to reproduce less effectively or suffer physical damage — are hard to interpret because microplastics span many shapes, sizes and chemical compositions, and many of the studies used materials that were quite unlike those found in the environment.

The tiniest specks, called nanoplastics — smaller than 1 micrometre — worry researchers most of all (see ‘Microplastics to scale’). Some might be able to enter cells, potentially disrupting cellular activity. But most of these particles are too small for scientists even to see; they were not counted in Koelmans’ diet estimates, for instance, and California will not try to monitor them.

MICROPLASTICS TO SCALE: infographic comparing sizes of microplastics to biological objects and the technology needed to study th
Source (tools and costs): S. Primpke et al. Appl. Spectrosc. 74, 1012–1047 (2020).

One thing is clear: the problem will only grow. Almost 400 million tonnes of plastics are produced each year, a mass projected to more than double by 2050. Even if all plastic production were magically stopped tomorrow, existing plastics in landfills and the environment — a mass estimated at around 5 billion tonnes — would continue degrading into tiny fragments that are impossible to collect or clean up, constantly raising microplastic levels. Koelmans calls this a “plastic time bomb”.

“If you ask me about risks, I am not that frightened today,” he says. “But I am a bit concerned about the future if we do nothing.”

Modes of harm

Researchers have several theories about how plastic specks might be harmful. If they’re small enough to enter cells or tissues, they might irritate just by being a foreign presence — as with the long, thin fibres of asbestos, which can inflame lung tissue and lead to cancer. There’s a potential parallel with air pollution: sooty specks from power plants, vehicle exhausts and forest fires called PM10 and PM2.5 — particulate matter measuring 10 µm and 2.5 µm across — are known to deposit in the airways and lungs, and high concentrations can damage respiratory systems. Still, PM10 levels are thousands of times higher than the concentrations at which microplastics have been found in air, Koelmans notes.

The larger microplastics are more likely to exert negative effects, if any, through chemical toxicity. Manufacturers add compounds such as plasticizers, stabilizers and pigments to plastics, and many of these substances are hazardous — for example, interfering with endocrine (hormonal) systems. But whether ingesting microplastics significantly raises our exposure to these chemicals depends on how quickly they move out of the plastic specks and how fast the specks travel through our bodies — factors that researchers are only beginning to study.

Another idea is that microplastics in the environment might attract chemical pollutants and then deliver them into animals that eat the contaminated specks. But animals ingest pollutants from food and water anyway, and it’s even possible that plastic specks, if largely uncontaminated when swallowed, could help to remove pollutants from animal guts. Researchers still can’t agree on whether pollutant-carrying microplastics are a significant problem, says Jennifer Lynch, a marine biologist affiliated with the US National Institute of Standards and Technology in Gaithersburg, Maryland.

Perhaps the simplest mode of harm — when it comes to marine organisms, at least — might be that organisms swallow plastic specks of no nutritional value, and don’t eat enough food to survive. Lynch, who also leads the Center for Marine Debris Research at Hawaii Pacific University in Honolulu, has autopsied sea turtles that are found dead on beaches, looking at plastics in their guts and chemicals in their tissues. In 2020, her team completed a set of analyses for 9 hawksbill turtle hatchlings, under 3 weeks old. One hatchling, only 9 centimetres long, had 42 pieces of plastic in its gastrointestinal tract. Most were microplastics.

Hawaiian hawksbill sea turtle post-hatchling pictured besides its microplastic stomach contents
A Hawaiian hawksbill sea turtle post-hatchling pictured beside its microplastic stomach contents.Credit: Jennifer Lynch

“We don’t believe any of them died specifically from plastics,” Lynch says. But she wonders whether the hatchlings might have struggled to grow as fast as they need to. “It’s a very tough stage of life for those little guys.”

Marine studies

Researchers have done the most work on microplastic risks to marine organisms. Zooplankton, for instance, among the smallest marine organisms, grow more slowly and reproduce less successfully in the presence of microplastics, says Penelope Lindeque, a marine biologist at the Plymouth Marine Laboratory, UK: the animals’ eggs are smaller and less likely to hatch. Her experiments show that the reproduction problems stem from the zooplankton not eating enough food3.

But, because ecotoxicologists started running experiments before they knew what kinds of microplastics exist in aquatic environments, they depended heavily on manufactured materials, typically using polystyrene spheres of smaller sizes and at concentrations much higher than surveys found (see ‘Sizing up microplastics’).

SIZING UP MICROPLASTICS: Infographic comparing the shape and size of microplastic found in the environment with lab studies
Source: Nature analysis

Scientists have started shifting to more environmentally realistic conditions and using fibres or fragments of plastics, rather than spheres. Some have started coating their test materials in chemicals that mimic biofilms, which appear to make animals more likely to eat microplastics.

Fibres seem to be a particular problem. Compared with spheres, fibres take longer to pass through zooplankton, Lindeque says. In 2017, Australian researchers reported that zooplankton exposed to microplastic fibres produced half the usual number of larvae and that the resulting adults were smaller. The fibres were not ingested, but the researchers saw that they interfered with swimming, and identified deformations in the organisms’ bodies4. Another study5 in 2019 found that adult Pacific mole crabs (Emerita analoga) exposed to fibres lived shorter lives.

Most laboratory studies expose organisms to one type of microplastic, of a specific size, polymer and shape. In the natural environment, organisms are exposed to a mixture, says Koelmans. In 2019, he and his doctoral student Merel Kooi plotted the abundances of microplastics reported from 11 surveys of oceans, rivers and sediment, to build models of mixtures in aquatic environments.

Last year, the two teamed up with colleagues to use this model in computer simulations that predict how often fish would encounter microplastics small enough to eat, and the likelihood of eating enough specks to affect growth. The researchers found that at current microplastic pollution levels, fish run that risk at 1.5% of locations checked for microplastics6. But there are likely to be hotspots where the risks would be higher, says Koelmans. One possibility is the deep sea: once there, and often buried in sediment, it is unlikely the microplastics will travel elsewhere and there is no way to clean them up.

The oceans already face many stressors, which makes Lindeque more afraid that microplastics will further deplete zooplankton populations than that they will transfer up the food chain to reach people. “If we knock out something like zooplankton, the base of our marine food web, we’d be more worried about impacts on fish stocks and the ability to feed the world’s population.”

Human studies

No published study has yet directly examined the effects of plastic specks on people, leading researchers say. The only available studies rely on laboratory experiments that expose cells or human tissues to microplastics, or use animals such as mice or rats. In one study7, for instance, mice fed large quantities of microplastics showed inflammation in their small intestines. Mice exposed to microplastics in two studies had a lowered sperm count8 and fewer, smaller pups9, compared with control groups. Some of the in vitro studies on human cells or tissues also suggest toxicity. But, just as with the marine studies, it’s not clear that the concentrations used are relevant to what mice — or people — are exposed to. Most of the studies also used polystyrene spheres, which don’t represent the diversity of microplastics that people ingest. Koelmans also points out that these studies are among the first of their kind, and could end up being outliers once there’s an established body of evidence. There are more in vitro studies than animal studies, but researchers say they still don’t know how to extrapolate the effects of solid plastic specks on tissues to possible health problems in whole animals.

One question surrounding risk is whether microplastics could remain in the human body, potentially accumulating in some tissues. Studies in mice have found that microplastics around 5 µm across could stay in the intestines or reach the liver. Using very limited data on how quickly mice excrete microplastics and the assumption that only a fraction of particles 1–10 µm in size would be absorbed into the body through the gut, Koelmans and colleagues estimate that a person might accumulate several thousand microplastic particles in their body over their lifetime2.

Some researchers have started to explore whether microplastics can be found in human tissue. In December, a team documented this for the first time in a study that looked at six placentas10. Researchers broke down the tissue with a chemical, then examined what was left, and ended up with 12 particles of microplastic in 4 of those placentas. Yet it’s not impossible that these specks were the result of contamination when the placentas were collected or analysed, says Rolf Halden, an environmental-health engineer at Arizona State University in Tempe — although he commends the researchers for their efforts to avoid contamination, which included keeping delivery wards free of plastic objects, and for showing that a control set of blank materials taken through the same sample analysis was not contaminated. “There is a continuing challenge of demonstrating conclusively that a given particle actually originated in a tissue,” he says.Chemistry can make plastics sustainable – but isn’t the whole solution

Those who are worried by their microplastic exposure can reduce it, says Li. His work on kitchenware found that the amounts of plastic shed depend highly on temperature — which is why he’s stopped microwaving food in plastic containers. To reduce issues with baby bottles, his team suggests that parents could rinse sterilized bottles with cool water that has been boiled in non-plastic kettles, so as to wash away any microplastics released during sterilization. And they can prepare baby formula in glass containers, filling feeding bottles after the milk has cooled. The team is now recruiting parents to volunteer samples of their babies’ urine and stools for microplastic analysis.

The nano fraction

Particles that are small enough to penetrate and hang around in tissues, or even cells, are the most worrying kind, and warrant more attention in environmental sampling, says Halden. One study11 that deliberately let pregnant mice inhale extremely tiny particles, for instance, later found the particles in almost every organ in their fetuses. “From a risk perspective, that’s where the real concern is, and that’s where we need more data.”

To enter cells, particles generally need to be smaller than a few hundred nanometres. There was no formal definition of a nanoplastic until 2018, when French researchers proposed the upper size limit of 1 µm — tiny enough to remain dispersed through a water column where organisms can more easily consume them, instead of sinking or floating as larger microplastics do, says Alexandra ter Halle, an analytical chemist at Paul Sabatier University in Toulouse, France.

But researchers know almost nothing about nanoplastics; they are invisible and cannot simply be scooped up. Just measuring them has stumped scientists.

Researchers can use optical microscopes and spectrometers — which distinguish between particles by their differing interactions with light — to measure the length, width and chemical make-up of plastic particles down to a few micrometres. Below that scale, plastic particles become difficult to distinguish from non-plastic particles such as marine sediment or biological cells. “You’re looking for the needle in the haystack, but the needle looks like the hay,” says Roman Lehner, a nanomaterials scientist at the Sail and Explore Association, a Swiss non-profit research group.

In 2017, ter Halle and her colleagues proved for the first time that nanoplastic exists in an environmental sample: seawater collected from the Atlantic Ocean12. She extracted colloidal solids from the water, filtered away any particles larger than 1 µm, burnt what remained, and used a mass spectrometer — which fragments molecules and sorts the fragments by molecular weight — to confirm that plastic polymers had existed in the remnants.

That, however, gave no information on the exact sizes or shapes of the nanoplastics. Ter Halle got some idea by studying the surfaces of two degraded plastic containers she collected during the expedition. The top few hundred micrometres had become crystalline and brittle, she found; she thinks that this may also be true of the nanoplastics that probably broke off from these surfaces13. For now, because researchers cannot collect nanoplastics from the environment, those doing laboratory studies grind up their own plastic, expecting to get similar particles.Tainted water: the scientists tracing thousands of fluorinated chemicals in our environment

Using home-made nanoplastics has an advantage: researchers can introduce tags to help track the particles inside test organisms. Lehner and colleagues prepared fluorescent nano-sized plastic particles and placed them under tissue built from human intestinal-lining cells14. The cells did absorb the particles, but did not show signs of cytotoxicity.

Finding plastic specks lodged in intact slices of tissue — through a biopsy, for instance — and observing any pathological effects would be the final piece of the puzzle over microplastic risks, Lehner says. This would be “highly desirable”, says Halden. But to reach tissues, the particles would have to be very small, so both researchers think it would be very difficult to detect them conclusively.

Collecting all these data will take a lot of time. Ter Halle has collaborated with ecologists to quantify microplastic ingestion in the wild. Analysing only particles larger than 700 µm in some 800 samples of insects and fish took thousands of hours, she said. The researchers are now examining the particles in the 25–700 µm range. “This is difficult and tedious, and this is going to take a long time to get the results,” she says. To look at the smaller size range, she adds, “the effort is exponential.”

No time to lose

For the moment, levels of microplastics and nanoplastics in the environment are too low to affect human health, researchers think. But their numbers will rise. Last September, researchers projected15 that the amount of plastic added to existing waste each year — whether carefully disposed of in sealed landfills or strewn across land and sea — could more than double from 188 million tonnes in 2016 to 380 million tonnes in 2040. By then, around 10 million tonnes of this could be in the form of microplastics, the scientists estimated — a calculation that didn’t include the particles continually being eroded from existing waste.

It is possible to rein in some of our plastic waste, says Winnie Lau at the Pew Charitable Trusts in Washington DC, who is the first author on the study. The researchers found that if every proven solution to curb plastic pollution were adopted in 2020 and scaled up as quickly as possible — including switching to systems of reuse, adopting alternative materials, and recycling plastic — the amount of plastic waste added could drop to 140 million tonnes per year by 2040.

By far the biggest gains would come from cutting out plastics that are used only once and discarded. “There’s no point producing things that last for 500 years and then using them for 20 minutes,” Galloway says. “It’s a completely unsustainable way of being.”


www.nature.com/articles/d41586-021-01143-3

China’s disappearing ships: The latest headache for the global supply chain

China's disappearing ships: The latest headache for the global supply chain
  • China’s disappearing ships: The latest headache for the global supply chain

Ships in Chinese waters are disappearing from industry tracking systems, creating yet another headache for the global supply chain. China’s growing isolation from the rest of the world — along with a deepening mistrust of foreign influence — may be to blame.Analysts say they started noticing the drop-off in shipping traffic toward the end of October, as China prepared to enact legislation governing data privacy.Usually, shipping data companies are able to track ships worldwide because they are fitted with an Automatic Identification System, or AIS, transceiver.This system allows ships to send information — such as position, speed, course and name — to stations that are based along coastlines using high-frequency radio. If a ship is out of range of those stations, the information can be exchanged via satellite.But that’s not happening in the world’s second-largest economy, a critical player in global trade. In the past three weeks, the number of vessels sending signals from the country has plunged by nearly 90%, according to data from the global shipping data provider VesselsValue.”We are currently seeing an industry wide reduction in terrestrial AIS signals in China,” said Charlotte Cook, head trade analyst at VesselsValue.A cargo ship seen at Yangshan Deepwater Port in Shanghai last October. Shipping data companies say they’ve lost information about ships in Chinese waters in recent weeks.

New data law could worsen supply chain chaos

China’s Ministry of Foreign Affairs told CNN Business that AIS stations along Chinese coastlines that are legally constructed in accordance with international treaties “have not been shut down” and “are operating normally.”Enter your email to receive CNN’s nightcap newsletter.close dialog

We read all day so you don’t have to.Get our nightly newsletter for all the top business stories you need to know.Sign Me UpBy subscribing you agree to ourprivacy policy.Publicly available AIS platforms are also operating normally, it added.The State Council Information Office, which acts as a press office for the country’s cabinet, did not respond to a request for comment about why shipping providers were losing access to data.But analysts think they’ve found the culprit: China’s Personal Information Protection Law, which took effect November 1. It requires companies that process data to receive approval from the Chinese government before they can let personal information leave Chinese soil — a rule that reflects the fear in Beijing that such data could end up in the hands of foreign governments.The law doesn’t mention shipping data. But Chinese data providers might be withholding information as a precaution, according to Anastassis Touros, AIS network team leader at Marine Traffic, a major ship-tracking information provider.”Whenever you have a new law, we have a time period where everyone needs to check out if things are okay, “Touros said.

China is cracking down on data privacy. That’s terrible news for some of its biggest tech companiesOther industry experts have more clues of the law’s influence. Cook said that colleagues in China told her that some AIS transponders were removed from stations based along Chinese coastlines at the start of the month, at the instruction of national security authorities. The only systems allowed to remain needed to be installed by “qualified parties.”Not all of the data is gone: Satellites can still be used to capture signals from ships. But Touros said that when a ship is close to shore, the information collected in space is not as good as what can be gathered on the ground.”We need terrestrial stations in order to have a better picture, a more high-quality picture,” he added.With Christmas approaching, a loss of information from mainland China — home to six of the world’s 10 busiest container ports — could create more problems for an already troubled global shipping industry. Supply chains have been under strain this year as badly congested ports struggle to keep up with a rapidly rebounding demand for goods.

Supply chain stress is intensifying and showing no signs of fading, Moody’s Analytics saysShipping firms rely on AIS data to predict vessel movement, track seasonal trends and improve port efficiency, according to Cook from VesselsValue. She said the lack of Chinese data “could significantly impact ocean supply chain visibility across China.” The country is one of the world’s major importers of coal and iron ore, as well as a huge exporter of containers.”As we move into the Christmas period, it will have a really big impact on [supply chains] and this is the most important element right now,” said Georgios Hatzimanolis, media strategist for Marine Traffic. He expects the loss of “minute by minute” ship data from China to have “a great impact on the supply chain,” since companies may lose crucial information about ship docking, unloading and leaving times.The global supply chain is already under “great stress,” he added. “It doesn’t need another factor to make it more difficult.”Ningbo-Zhoushan Port as seen in August. Experts worry that a lack of shipping data out of China could strain the global supply chain.

China’s self-isolation

China’s desire to retain absolute control over all data and information within its borders isn’t surprising, as President Xi Jinping continues to reassert the ruling Communist Party’s dominance in every aspect of the economy and society.The country has been pushing for economic self-sufficiency as it faces external threats, such as US sanctions on key technologies.Xi emphasized his self-reliance goals in the years before and during a bitter trade and tech war with former US President Donald Trump. That’s the point, for example, of “Made in China 2025,” an ambitious plan to push China’s manufacturing sector into more advanced technological fields.

China’s biggest private companies are in chaos. It’s all part of Beijing’s planSome top officials in Beijing have recently tried to quell concerns among global investors that the country is isolating itself from the rest of the world as it prioritizes national security.Chinese Vice President Wang Qishan, considered a trusted ally of Xi, told the Bloomberg New Economy Forum in Singapore that China would not “develop isolated from the world.” Speaking via video, he also called on countries to keep supply chains “stable and smooth.”But China has embraced policies during the coronavirus pandemic that often appear to do otherwise.For example, during the pandemic Xi has doubled down on his push for self-reliance, stressing the need to create “independent and controllable” supply chains to ensure national security.And the country’s sweeping clampdown on tech extended this summer to foreign IPOs, when the Cyberspace Administration of China proposed that major companies with more than a million customers seek approval before listing shares overseas. As with the recent data privacy law, the agency cited concerns about whether personal data held by those companies could be exploited by foreign governments.China’s actions this year may come at a cost, though, if the country goes too far in its attempt to protect itself from perceived foreign interference.


www.edition.cnn.com/2021/11/24/business/china-shipping-data-mic-intl-hnk/index.html