Vendors urge pork imports to curb soaring price

Vendors urge pork imports to curb soaring price

Vendors urge pork imports to curb soaring price

Pork vendors are calling on the government to start importing pork immediately to rein in its soaring price, as the high cost is driving consumers away and cutting their incomes.

Nongnut, a pork vendor at Huai Khwang market who asked to be identified only by her first name, said that without a timely government intervention, the average price of pork in the market may soon hit 300 baht per kilogramme, which was unaffordable for many.

Soaring prices have caused sales to drop by over half, the vendor said, adding many regular customers are buying less.

ADVERTISEMENThttps://cb634f438e81a0eb19638933469df53e.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

The vendor urged the government to set aside its concern for the economic survival of pig farms for the time being and start importing pork, saying the high prices are hurting everyone.

She said the longer the situation remains unresolved, the worse the problem will be for both vendors and consumers.

Thongdi, a shopper at Huai Khwang market, who also declined to provide her surname, agreed, saying the rising prices have forced her to cut back on pork purchases.

The calls come as the government launched a survey to establish the nation’s live pig and frozen pork stocks, the result of which will determine its next course of action.

Wattanasak Sur-iam, director-general of the Internal Trade Department, said the government will start sending out teams to survey pork stocks across the nation.

The idea is to determine the nation’s pork supply every week until the situation is resolved.

The government also has moved to suspend the export of live pigs until April 5, while requiring pig farmers, wholesalers and operators of food freezing facilities to report their stocks weekly.

However, Niphat Nueanim, vice-president of the Swine Raisers Association of Thailand, said the move is only a stop-gap measure that won’t bring down pork prices in the long run.

ADVERTISEMENThttps://cb634f438e81a0eb19638933469df53e.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

Separately, government spokesman Thanakorn Wangboonkongchana on Sunday responded to rumours accusing the government of covering up an outbreak of African swine fever (ASF) in the country.

Thai livestock authorities are duty-bound to report any case of ASF to the World Organisation for Animal Health and would never hide an outbreak from the rest of the world, he said.

He said the Department of Livestock Development is closely monitoring any suspected cases of the disease, which has resulted in the culling of over 500 million pigs in China.


Credit : www.bangkokpost.com/thailand/general/2244699/vendors-urge-pork-imports-to-curb-soaring-price?#ins_sr=eyJwcm9kdWN0SWQiOiIyMjQ0Njk5In0=

โรสแมรี่ ประโยชน์ดีๆ ที่ควรปลูกไว้ในบ้าน

โรสแมรี่ ประโยชน์ดีๆ ที่ควรปลูกไว้ในบ้าน

โรสแมรี่ ประโยชน์ดีๆ ที่ควรปลูกไว้ในบ้าน
โรสแมรี่เป็นสมุนไพรพื้นเมืองที่มีกลิ่นหอม มีฤทธิ์อุ่น รสขม และให้รสชาติและกลิ่นที่ดีแก่อาหารหลายชนิด นอกจากนี้ใบโรสแมรี่สดยังสามารถใช้ในชาหรือเป็นทำเป็นน้ำมันหอมระเหยได้อีกด้วย โรสแมรี่ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในด้านรสชาติและกลิ่นเท่านั้น ยังมีชื่อเสียงในด้านประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เพราะเป็นแหล่งที่ดีของธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ ซี และบี 6 จึงถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคมานานหลายศตวรรษและ โรสแมรี่ ประโยชน์ ด้านสุขภาพจะมีอะไรบ้างนั้น เรามารู้จักกันเลย

  • โรสแมรี่ ประโยชน์ มีมากมาย ดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
  1. ใบโรสแมรี่สดเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบ เช่นเดียวกับยอดทานตะวันอ่อน ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต
  2. โรสแมรี่ถือเป็นตัวกระตุ้นการรับรู้ โรสแมรี่ ประโยชน์จึงสามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพของหน่วยความจำได้ เป็นที่รู้จักกันในเรื่องช่วยเพิ่มความตื่นตัว ความฉลาด และสมาธิ
  3. กลิ่นหอมของโรสแมรี่เชื่อมโยงกับอารมณ์ที่ดีขึ้น โรสแมรี่ ประโยชน์ของมันช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง และบรรเทาความเครียดในผู้ที่มีความวิตกกังวลเรื้อรัง หรือฮอร์โมนความเครียดไม่สมดุล
  4. น้ำมันจากโรสแมรี่ ประโยชน์เป็นที่รู้จักกันดีในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม ป้องกันศีรษะล้าน ผมหงอกช้า และรักษารังแคและหนังศีรษะแห้ง
โรสแมรี่ ประโยชน์, ใบโรสแมรี่สด
  1. โรสแมรี่มักใช้สำหรับแก้ปัญหาการย่อยอาหาร รวมทั้งอาการเสียดท้อง ก๊าซในลำไส้ ตับและถุงน้ำดี และเบื่ออาหาร ส่วนใครที่มีอาการท้องผูก แนะนำให้กินว่านหางจระเข้ เพราะสามารถช่วยแก้ท้องผูกได้ค่ะ
  2. โรสแมรี่มีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในการต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื่อมโยงกับการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย staph
  3. โรสแมรี่ ประโยชน์ดีต่อผิวด้วย เพราะสารอาหารในโรสแมรี่ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายที่มักเกิดจากแสงแดดและอนุมูลอิสระได้
  4. โรสแมรี่มีส่วนผสมที่เรียกว่ากรดคาร์โนซิกซึ่งสามารถต่อสู้กับความเสียหายจากอนุมูลอิสระในสมอง ช่วยป้องกันทางระบบประสาท
  5. สารสกัดจากโรสแมรี่เอทานอลดิบ จะช่วยชะลอการแพร่กระจายของมะเร็งเม็ดเลือดขาวและเซลล์มะเร็งเต้านมได้ จึงจัดได้ว่าโรสแมรี่ ประโยชน์ดีต่อผู้ป่วยมะเร็งด้วยเช่นกัน

เกร็ดสุขภาพ : เมื่อเวลาผ่านไปโรคภูมิโรสแมรี่ปลอดภัยเมื่อกินในขนาดต่ำ แต่หากกินในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ เช่น อาเจียน อาการกระตุก หรือแม้แต่อาการบวมน้ำที่ปอด นอกจากนี้โรสแมรี่ในปริมาณสูงอาจทำให้แท้งได้ด้วย ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้สตรีมีครรภ์กินอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของโรสแมรี่

  • โรสแมรี่ทำอะไรได้บ้าง ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง

โรสแมรี่ ประโยชน์นั้นมากมาย เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมตลอดปีที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกทั่วโลก มักถูกใช้เป็นเครื่องปรุงรสสำหรับทำอาหาร ใส่ลงในเครื่องดื่ม หรือทำน้ำหอมสำหรับร่างกาย รวมถึงใบและน้ำมันใช้ทำยา โดยทั่วไปแล้วจะเตรียมเป็นสมุนไพรแห้งหรือสารสกัดผงแห้ง ในขณะที่ชาและสารสกัดจากของเหลวจะทำมาจากใบโรสแมรี่สดหรือแห้งสำหรับในการปรุงอาหารนั้นใบโรสแมรี่ใช้เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารหลากหลาย เช่น ซุป สตูว์ สลัด หรือใช้โรสแมรี่กับไก่และสัตว์ปีกอื่นๆ เช่น แกะ หมู วัว และปลา โดยเฉพาะปลาที่มีน้ำมัน นอกจากนี้ยังเข้ากันได้ดีกับธัญพืช เห็ด หัวหอม ถั่ว มันฝรั่ง และผักโขม ส่วนน้ำมันนิยมใช้ในเครื่องดื่มและในการผลิต น้ำมันโรสแมรี่ถูกใช้เป็นส่วนประกอบที่มีกลิ่นหอมในสบู่และน้ำหอม ใบคล้ายเข็มของมันมีรสมะนาวคล้ายมะม่วงหาว และไพน์ที่เด่นชัดซึ่งเข้ากันได้ดีกับเนื้อแกะย่าง กระเทียม และน้ำมันมะกอก

ส่วนการนำโรสแมรี่ไปใช้นั้น ควรล้างก้านโรสแมรี่สดภายใต้น้ำเย็นไหลและเช็ดให้แห้ง ในตำรับอาหารมักจะใช้ทั้งใบ อาจใส่โรสแมรี่ทั้งก้านลงในสตูว์และอาหารจานเนื้อ ในการเก็บโรสแมรี่ ให้วางก้านในถุงเก็บอาหารพลาสติกกับกระดาษชำระชุบน้ำหมาดๆ โรสแมรี่สดจะเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 1 สัปดาห์ และหากต้องการต้มโรสแมรี่เพื่อทำชาโรสแมรี่ ให้กรองใบโรสแมรี่จากน้ำร้อนโดยใช้กระชอนตาข่ายที่มีรูเล็กๆ หรือนำออกจากที่กรองชา สามารถทิ้งใบโรสแมรี่ที่ใช้แล้วและเทชาโรสแมรี่ลงในแก้วแล้วดื่มได้เลย จะเติมสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล หรือน้ำผึ้ง ได้ตามต้องการ

การกินโรสแมรี่เพื่อสร้างความจำ แนะนำให้กินสารสกัดโรสแมรี่ 500 มิลลิกรัมวันละสองครั้งเป็นเวลาหนึ่งเดือน หากต้องการสูดดมเพื่อเพิ่มความจำ ให้หยดน้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่บริสุทธิ์จำนวน 4 หยดลงบนแผ่นกระจายกลิ่นอโรมาเธอราพี 5 นาที นอกจากนี้ชาโรสแมรี่โฮมเมดยังใช้เป็นยาสระผมช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมได้ เพราะน้ำมันหรือสารสกัดโรสแมรี่สามารถลดผมร่วงได้ แต่ต้องทาลงบนหนังศีรษะค่ะ

เกร็ดสุขภาพ : ทิปส์ในการปลูกโรสแมรี่นั้นพันธุ์ส่วนใหญ่จะเติบโตได้ดีที่สุดในดินร่วนปนดินร่วนซุยและเป็นกรดเล็กน้อย ค่า pH ของดินที่ต้องการอยู่ระหว่าง 6.0 ถึง 7.0 โรสแมรี่ควรได้รับแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงในแต่ละวัน เพราะจะเติบโตได้ดีที่สุดในช่วงแดดจัด และเช่นเดียวกับสมุนไพรส่วนใหญ่ โรสแมรี่มีความทนทานต่อความแห้งแล้ง และหากแข็งแรงเพียงพอก็สามารถทนต่อการแช่แข็งเล็กน้อยได้ ไม่ควรรดน้ำมากเกินไปเพราะอาจทำให้รากเน่า โดยเฉลี่ยแล้ว ควรรดน้ำโรสแมรี่ทุกๆ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดพืชและสภาพอากาศ และปล่อยให้พืชแห้งอย่างทั่วถึงระหว่างการรดน้ำแต่ละครั้ง

ได้รู้จักถึงโรสแมรี่ ประโยชน์ดีๆ ต่อสุขภาพกันไปแล้วนะคะ การดื่มชาโรสแมรี่หรือแม้กระทั่งสูดดมกลิ่นหอมของชาอาจเป็นประโยชน์ต่ออารมณ์ สมอง และดวงตาของเรา ทั้งยังอาจช่วยป้องกันความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่อาจนำไปสู่โรคเรื้อรังมากมาย ลองทำชาโรสแมรีที่บ้านง่ายๆ แล้วจิบเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี

Credit : https://bit.ly/3ERx6ug

ลูกพรุน ประโยชน์ ดีๆที่คนรักสุขภาพห้ามพลาด

ลูกพรุน ประโยชน์ 10 ข้อ ยิ่งกิน ยิ่งดีต่อร่างกาย


ลูกพรุน ประโยชน์ ดีๆที่คนรักสุขภาพห้ามพลาด

  1. บำรุงสายตา

มีสารสำคัญอย่างแคโรทีนอยด์และวิตามินเอมากถึง 3% อยู่ในลูกพรุน ประโยชน์ช่วยป้องกันการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม บรรเทาอาการตาแห้ง หรือตาแพ้แสง อีกทั้งยังช่วยปกป้องดวงตาไม่ให้ล้าจากการโดนแสงแดดและแสงจากหน้าจอทำลาย

  1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ข้อดีของการกินลูกพรุน ประโยชน์ที่จะได้รับอีกอย่างหนึ่งนอกจากบำรุงสายตานั่นก็คือภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานได้ดีขึ้นค่ะ เพราะในลูกพรุนมีวิตามินจำนวนมากที่ดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินซีซึ่งจัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ ลดการเกิดหวัด และยังป้องการการเกิดโรคขาดวิตามินซีได้อีกด้วย นอกจากนั้นวิตามินซียังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างใสและยกกระชับขึ้นด้วยนะคะ

เกร็ดสุขภาพ : นอกจากวิตามินซีแล้วในลูกพรุนมีวิตามินและแร่ธาตุจำนวนมากโดยเฉพาะแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมการเต้นหัวใจ การส่งสัญญาณประสาท รวมไปถึงการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเมื่อรับประทานลูกพรุนอาจจะทำให้เกิดการคั่งของโพแทสเซียมในร่างกายมากเกินไป เพราะไตวายไม่สามารถขับออกได้ ก็จะส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

  1. ต่อต้านการเกิดมะเร็ง

ประโยชน์ของลูกพรุนที่จะพูดถึงไม่ได้เลยนั่นก็คืออุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น เซเลเนียม ไรโบฟลาวีน ไนอาซีน เป็นต้น ซึ่งช่วยต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ เพราะกลไกการเกิดโรคมะเร็งมักจะเกิดจากสารอนุมูลอิสระหรือสารก่อมะเร็ง การรับประทานลูกพรุนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็จะช่วยยั้บยั้งและลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้นั่นเองค่ะ

  1. ช่วยลดระดับคอลเลสเตอรอล

การกิน ลูกพรุน ประโยชน์ ที่จะได้รับนั้นช่วยลดระดับคอลเลสเตอรอลในหลอดเลือดได้เช่นเดียวกับสรรพคุณลูกยอ ส่งผลให้หลอดเลือดแดงยืดหยุ่น ป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวจากการเกาะตัวของคอลเลสเตอรอลตามผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจ

  1. ป้องกันโรคโลหิตจาง

มีธาตุเหล็ก สังกะสี และทองแดงอยู่ในลูกพรุน ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับจากการกินลูกพรุนคือช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง พร้อมกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง ซึ่งเมื่อเม็ดเลือดแดงสมบูรณ์ก็จะลดโอกาสการเกิดโรคโลหิตจางได้ค่ะ

  1. ดีต่อระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย

ในลูกพรุนมีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารที่สูงมาก ๆ ค่ะ ซึ่งช่วยการทำงานของลำไส้ ดังนั้นการกินลูกพรุน ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารที่จะได้รับเลยก็คือช่วยลดอาการท้องผูกได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวารได้ด้วยนะคะ ซึ่งแนวทางการรับประทานอาหารประจำปี 2020 – 2025 ของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาแนะนำให้ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 30 ปีกินลูกพรุนวันละ 28 กรัม ส่วนผู้ชายกินได้ถึง 34 กรัมต่อวัน ส่วนคนที่อายุ 30 – 50 ปี ทั้งชายและหญิงควรกินลูกพรุนวันละ 25 – 30 กรัม ส่วนคนที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปนั้นควรกินลูกพรุนวันละ 22 – 28 กรัม ต่อวันทั้งชายและหญิง

เกร็ดสุขภาพ : การกินลูกพรุนในปริมาณที่มากอาจมีฤทธิ์เป็นยาระบายจนถึงขั้นท้องเสียถ่ายไม่หยุดได้ ดังนั้นควรจะกินในปริมาณที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย นอกจากนั้นลูกพรุนยังไม่เหมาะกับเด็กเล็ก ๆ อีกด้วยนะคะ ไม่แนะนำให้เด็กทารกกินเป็นอันขาด เพราะจะไปกระตุ้นให้ถ่ายไม่หยุดจนช็อกได้เลยนะคะ

  1. ลดระดับความดันโรคหิต

นอกจากนั้นแล้วการกินลูกพรุน ประโยชน์ที่สำคัญเลยที่ร่างกายจะได้รับทางตรงก็คือช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ดีค่ะ งานวิจัยจาก the National Institutes of Health รายงานว่ากินกินลูกพรุนเป็นประจำช่วยควบคุมระดับของความดันเลือดให้เป็นปกติได้ เพราะลูกพรุนจัดอยู่ในกลุ่มพืชผักผลไม้สีม่วงแดงที่มีสารแอนโทไซยานินเช่นเดียวกับบีทรูท องุ่น กระเจี๊ยบ แบล็กเบอร์รี่ รวมไปถึงบลูเบอรี่ที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

  1. บรรเทาอาการตะคริว

การกินลูกพรุนมีประโยชน์อีกข้อหนึ่งนั้นช่วยลดการเกิดอาการตะคริวค่ะ เพราะมีวิตามินเค ฟอสฟอรัส และแคลเซียมใน ลูกพรุน ประโยชน์ของแร่ธาตุเหล่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง แถมแร่ธาตุทั้งหลายนี้ยังช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือนได้อีกด้วยนะคะ เพราะจะช่วยลดการหดเกร็งบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและหน้าท้อง บรรเทาให้สาว ๆ ปวดประจำเดือนน้อยลงนั่นเองค่ะ

  1. ช่วยลดความอยากอาหาร

จุดเด่นของเจ้า ลูกพรุนประโยชน์ อีกข้อที่ดีสำหรับกำลังคนลดน้ำหนักคือช่วยลดความอยากอาหาร เพราะในลูกพรุนมีไฟเบอร์สูงย่อยช้า ทำให้เราอิ่มนานและไม่รู้สึกอยากจะกินจุกจิกระหว่างวัน นอกจากนั้นในลูกพรุนยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง

ลูกพรุน_ประโยชน์, ประโยชน์ของลูกพรุน
  1. ป้องกันการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง

การกินลูกพรุนช่วยให้ปอดแข็งแรง เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในลูกพรุน ประโยชน์เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดโรคปอดและทางเดินหายใจโดยเฉพาะถุงลมโป่งพองที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่และการสูดฝุ่นควันสารพิษเข้าไปในปริมาณมาก สารต้านอนุมูลอิสรที่อยู่ในลูกพรุนจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพปอดให้แข็งแรง

Credit : https://bit.ly/3s1smPc

Will Russia ever leave fossil fuels behind?

Will Russia ever leave fossil fuels behind?

Will Russia ever leave fossil fuels behind?

In Russia, oil and natural gas provide both wealth and deep national pride. With global demand for fossil fuels set to decline, how will Russia adapt?T

The small West Siberian city of Khanty-Mansiysk, home to just over 100,000 people, is Russia’s unofficial capital of oil. The town is surrounded by some of the most extensive oilfields in the world, which shape not only the region’s geology but its economy and identity.

The relatively short history of oil in Khanty-Mansiysk has transformed this part of Russia. The Samotlor oil field, Russia’s largest, was discovered in the 1960s to the east of the city and fast became the source of the area’s considerable wealth. Khanty-Mansiysk sits within the Tyumen region, which often ranks second in Russia for wellbeing and socioeconomic development, after only Moscow.

In this part of Russia, oil is an important source of not only money, but pride. Since the 1960s, oil workers and engineers have been praised and featured as heroes in novels and movies. The local Museum of Geology, Oil and Gas is a major architectural landmark of the city. In the city’s airport, one can see photographs of oil workers and engineers from various decades through the 20th Century, including of Russia’s first president, Boris Yeltzin, meeting workers on an oil field.ADVERTISEMENT

Amid such a celebration of this fossil fuel, one could imagine that the realities of climate change haven’t yet percolated to the heartland of Russia’s oil.

But in the last few years, that has begun to change. This year, one of the city’s major oil forums, “Oil Capital”, which took place in March, paid particular attention to climate, with panels and discussions dedicated to decarbonisation. Local officials, companies and scientists tried to understand what the future of Khanty-Mansiysk, and of Russia, might be in a new low-carbon world.








www.bbc.com/future/article/20211115-climate-change-can-russia-leave-fossil-fuels-behind

วิกฤติขนส่งสินค้าทางเรือทุบธุรกิจเนื้อไก่-ไวน์ในญี่ปุ่น

วิกฤติขนส่งสินค้าทางเรือทุบธุรกิจเนื้อไก่-ไวน์ในญี่ปุ่น

วิกฤติขนส่งสินค้าทางเรือทุบธุรกิจเนื้อไก่-ไวน์ในญี่ปุ่น

  • วิกฤติขนส่งสินค้าทางเรือเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่โปรดปรานอาหารทำจากเนื้อไก่และผู้บริโภคไวน์ บรรดาร้านอาหารและร้านค้าปลีกพากันลดหรือเลี่ยงเสนอเมนูอาหารที่ทำจากเนื้อไก่และเสิร์ฟไวน์ให้ลูกค้า

ร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง 7/อีเลเว่น เลิกขาย“ไก่ย่างเสียบไม้”ของว่างยอดฮิตในภูมิภาคต่างๆขณะที่ร้านอาหารบางแห่งจำกัดการเสนอเมนูจากเนื้อไก่ให้เหลือแค่ไก่ย่างแค่1ไม้สำหรับผู้ค้า1คน      

ไก่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในปัญหาการขาดแคลนเนื้อสัตว์ชนิดนี้ในญี่ปุ่นที่มีที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19จนส่งผลให้โรงงานผลิตไก่แปรรูปหลายแห่งในประเทศไทยไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันกับความต้องการของลูกค้า  แต่ไวน์ กุ้ง และสินค้าอื่นๆก็หายากมากขึ้นและมีราคาแพงขึ้นเป็นแนวโน้มที่บั่นทอนความหวังที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างมาก

 การเดินทางของผู้บริโภคในญี่ปุ่นเริ่มกลับมาคึกคักตั้งแต่ทางการยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินแต่ก็ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากใจที่เกิดจากการพยายามสร้างสมดุลระหว่างความต้องการกับปริมาณสินค้าที่มีหมุนเวียนในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะขณะที่เมืองต่างๆเริ่มผ่อนคลายกฏข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ตามร้านาหารและร้านจำหน่ายสุรา เครือข่ายร้านขายยากิโทริไก่แห่งหนึ่งต้องบอกลูกค้าว่ามีไก่ไว้บริการลูกค้าแค่คนละ 1ไม้เล็กๆเท่านั้น

“เราจำเป็นต้องคิดเรื่องเปลี่ยนซัพพลายเออร์ใหม่”โฆษกร้านยากิโทริ กล่าว           

ปัญหาขาดแคลนเนื้อไก่บีบบังคับให้ร้านยากิโทริบางแห่งหันมาเสนอเมนูที่จำกัดแค่เนื้อไก่หนึ่งไม่ต่อลูกค้าหนึ่งคน ส่วนเครือข่ายร้านอาหารอิตาลีอย่าง“ไซเซอริยา”ลดปริมาณของไก่ในเมนู“ไก่สไปซี”ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.ทำให้แทนที่ลูกค้าจะได้ทานเนื้อไก่ 5 ชิ้นใน1จานกลับเหลือแค่4ชิ้น

ส่วนการขาดแคลนเนื้อไก่ที่มีปัญหาจากประเทศไทยนั้นมีสาเหตุมาจากการขาดแคลนแรงงานอพยพจากประเทศเพื่อบ้านของไทยส่งผลให้โรงงานแปรรูปเนื้อไก่หลายแห่งยังไม่สามารถกลับมาเดินสายการผลิตได้อย่างเต็มที่ได้

ขณะที่วิกฤตด้านการขนส่งสินค้าทางเรือเพราะท่าเรือมีผู้ใช้บริการหนาแน่น ประกอบกับการขาดแคลนคอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าจึงทำให้ปัญหารุนแรงหนักขึ้น โดยอะกริคัลเจอร์ แอนด์ ไลฟ์สต็อก อินดัสตรีส์ คอร์ป ระบุว่า ไก่นำเข้าในคลังสินค้าญี่ปุ่นช่วงเดือนส.ค.ลดลง 20% จากระดับของปีก่อนหน้านี้ 

“สินค้าบางตัวหมดไปจากสต็อกตั้งแต่เดือนก.ย.”แหล่งข่าวรายหนึ่ง กล่าว

“ นิชิเรอิ” ผู้จำหน่ายอาหารแช่แข็ง พยายามดิ้นรนเพื่อหาแรงงานชาวกัมพูชามาทำงานที่โรงงานผลิต ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยในไทยมานานแล้ว ขณะที่การใช้ประโยชน์ของโรงงานลดลง บังคับให้บริษัทเตรียมขายไก่แช่แข็งให้แก่ตลาดต่างๆในปริมาณที่จำกัดมากขึ้น

ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรมอาหารด้วยเช่นกัน ทั้งนิปปอน ซุยซัน ไคชา และอายิโนะโมโตะ โฟรเซน ฟู้ดส์ 

ปัญหาความล่าช้าด้านการขนส่งสินค้าทางเรือส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมอาหารอื่นๆด้วย เช่นต้นเดือนที่ผ่านมา เคเอฟซี เลิกขายเฟรนช์ฟรายส์ในร้านสาขาที่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงโตเกียวประมาณ 20% เพราะปัญหาความล่าช้าในการขนส่งมันฝรั่งก่อนจะกลับมาขายอีกครั้งในวันศุกร์(22ต.ค.)

ส่วน“มารูฮะ นิชิโร”ผู้จัดส่งอาหารทะเลเจอปัญหากุ้งนำเข้าส่งมาจากโรงงานแปรรูปกุ้งในเวียดนามที่ล่าช้าหลายวัน จากปกติจะใช้เวลา22 วันกว่าที่ผลผลิตจะเดินทางถึงญี่ปุ่น แต่ตอนนี้บริษัทระบุว่าการส่งกุ้งล่าช้าไปจากเดิมประมาณ10วัน-2สัปดาห์

ด้านเมอร์เซียน กลุ่มบริษัทเครื่องดื่ม ตัดสินใจเลิกขายไวน์แฟรนเซีย 10 ตั้งแต่ต้นเดือนก.ย.และคาดว่าจะเริ่มกลับมาจำหน่ายใหม่ในเร็วๆนี้ แต่บริษัทยังไม่เห็นว่าจะมีไวน์ในสต็อกเพียงพอกับความต้องการของลูกค้าในอนาคต

ผู้สังเกตุการณ์ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารมองว่าปัญหาความวุ่นวายในระบบห่วงโซ่อุปทานจะยืดเยื้อขณะที่การหวนกลับมาแพร่ระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้งของโรคโควิด-19ในฤดูหนาวยิ่งทำให้แนวโน้มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น 

“วาตามิ” ผู้ให้บริการด้านร้านอาหาร กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วเครือข่ายร้านอาหารขนาดใหญ่จะทำสัญญากับบรรดาซัพพลายเออร์ทั้งในระยะกลางและระยะยาว และพวกเขาจะมีผู้ซื้อในปริมาณมากที่มีอำนาจต่อรองสูง

แต่ถ้าราคาสินค้ายังแพงอยู่ไปแบบนี้ 6 เดือนหรือตลอดทั้งปี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

credit : www.bangkokbiznews.com/world/967958

“ไบโอเทค” พัฒนาเทคโนฯการผลิต “Cider vinegar” เครื่องดื่มสุขภาพจากผลไม้ไทย

"ไบโอเทค" พัฒนาเทคโนฯการผลิต “Cider vinegar” เครื่องดื่มสุขภาพจากผลไม้ไทย

“ไบโอเทค” พัฒนาเทคโนฯการผลิต “Cider vinegar” เครื่องดื่มสุขภาพจากผลไม้ไทย

“Cider vinegar” หรือ “น้ำส้มสายชูหมัก” เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เพราะกรดแอซีติก ซึ่งเป็นสารสำคัญในเครื่องดื่มประเภทนี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหารและควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ดี

ส่งผลให้ตลาดของผลิตภัณฑ์ Cider vinegar มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าในปี 2570 ผลิตภัณฑ์ Cider vinegar ในตลาดโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีส่วนแบ่งในตลาดนี้น้อย เพราะแม้จะมีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบได้ แต่ผู้ประกอบการไทยยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม จึงยากแก่การผลิตสินค้าในระดับอุตสาหกรรม

ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต Cider vinegar แบบขั้นตอนเดียว สำหรับวัตถุดิบการเกษตรของไทย โดยเป็นกระบวนการผลิตแบบง่ายและต้นทุนต่ำ ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) สามารถเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีแปรรูปสินค้าการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้

ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ
นายยุทธนา กิ่งชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหาร ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า จุดเริ่มต้นการทำวิจัยนี้มาจากความต้องการของบริษัทเอแอนด์พี ออร์ชาร์ด 1959 จำกัด ผู้ผลิตมังคุดที่ต้องการแก้ปัญหามังคุดล้นตลาดด้วยการนำมาแปรรูปเป็น Cider vinegar เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยบริษัทฯ พยายามพัฒนากระบวนการหมักกว่า 7 ปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดองค์ความรู้ในกระบวนการหมักที่เหมาะสม ขณะเดียวกันเทคโนโลยีการผลิต Cider vinegar จากต่างประเทศก็มีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากต่อการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ไบโอเทค สวทช. มีองค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์และมีคลังจุลินทรีย์ที่พบในประเทศไทยจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสสำคัญที่นำมาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต Cider vinegar จากมังคุดในระดับอุตสาหกรรมร่วมกัน

“โจทย์ใหญ่ในการพัฒนาคือต้องเป็นเทคโนโลยีที่ง่ายและต้นทุนไม่สูง ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต Cider vinegar แบบขั้นตอนเดียว ซึ่งเป็นกระบวนการหมักแบบช้า (Slow process) ที่ทำให้ได้ Cider vinegar ที่มีกลิ่นรสเฉพาะของวัตถุดิบโดยไม่ต้องปรุงแต่งด้วยสารเติมแต่งภายหลังการหมัก โดยพัฒนาเทคโนโลยีใน 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือการพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์สูตรผสมที่สามารถผลิตเอทานอลและกรดแอซีติกจากการหมักได้พร้อมๆ กัน ซึ่งกระบวนการเดิมต้องหมักถึง 2 ขั้นตอน คือหมักให้เกิดเอทานอลก่อนแล้วนำมาหมักต่อให้ได้กรดแอซีติกภายหลัง”


ส่วนที่สองคือการพัฒนาสภาวะที่เหมาะสมและง่ายสำหรับการหมัก เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำส้มสายชูหมักที่มีคุณภาพและปลอดภัย ทั้งยังสามารถลดระยะเวลาการหมักจาก 6 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน การออกแบบระบบของการหมักเป็นแบบแยกยูนิต 1 ยูนิตของการหมักประกอบด้วยถังหมักพลาสติกชนิด food grade ขนาด 100 ลิตร จำนวน 4 ถัง ซึ่งสามารถผลิต Cider vinegar ได้ประมาณ 280 ลิตร จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง ผู้ผลิตสามารถปรับเพิ่มหรือลดจำนวนถังหมักและระบบการให้อากาศเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการผลิตที่ต้องการได้ ไม่จำเป็นต้องหมักครบทุกถัง หรือหากต้องการเพิ่มปริมาณการผลิตก็ทำได้ง่าย เพียงทำการเพิ่มจำนวนยูนิตของการหมักเท่านั้น

นอกจากนี้กระบวนการเตรียมหัวเชื้อจุลินทรีย์และอุปกรณ์การผลิตยังมีราคาถูกและใช้งานง่าย ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเพื่อควบคุมการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกกว่าเทคโนโลยีที่นำเข้าจากต่างประเทศมาก ที่สำคัญคือ Cider vinegar จากมังคุดที่ผลิตได้ยังมีคุณภาพดีทั้งกลิ่นและรสชาติมีคุณภาพสม่ำเสมอตามมาตรฐาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นให้แก่มังคุดมากกว่า 50 เท่าhttps://81d0b774724111e92bad2a20ccdd2e57.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

ปัจจุบันบริษัทเอแอนด์พี ออร์ชาร์ด 1959 จำกัด ได้ร่วมทุนกับบริษัทเอสคิวไอ กรุ๊ป จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์ “Cider Vinegar จากมังคุดออร์แกนิกแบบพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ Sukina Drink” วางจำหน่ายในตลาดแล้ว ความพิเศษของผลิตภัณฑ์นอกจากสรรพคุณหลักของกรดแอซีติกที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว มังคุดยังมีสารสำคัญ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านการอักเสบ และสารอื่นๆ ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ อีกด้วย


นายยุทธนา เล่าว่า เทคโนโลยีการผลิตน้ำส้มสายชูหมักแบบขั้นตอนเดียวสามารถประยุกต์ใช้ในการผลิต Cider vinegar ครอบคลุมวัตถุดิบการเกษตรของไทยได้หลากหลาย เพียงเกษตรกรหรือผู้ประกอบการมีวัตถุดิบที่มีจุดเด่นที่คุ้มค่าต่อการลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์

“ปัจจุบันไบโอเทคได้ขยายผลการใช้งานเทคโนโลยีสู่การผลิต Cider vinegar จากสัปปะรด ให้แก่บริษัท ซินอา บริว จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำส้มสายชูกลั่นที่ต้องการขยายตลาดสู่สินค้าเพื่อสุขภาพ โดยมีการจำหน่ายสินค้าแล้วใน “แบรนด์ SINAR (ซินอา)” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ Cider vinegar สูตรไม่ปรุงแต่งรสและปราศจากน้ำตาล จึงเหมาะสำหรับนำไปทำเครื่องดื่มและอาหารเพื่อสุขภาพ มีสรรพคุณช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดคอเลสเตอรอล เหมาะแก่ผู้บริโภคอาหารแบบคีโตเจนิค (Ketogenic diet) และผู้ดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ในอนาคตไบโอเทคยังมีแผนพัฒนาต่อยอดไปสู่ผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ อาทิ กระเทียมดำ ผลเชอร์รีกาแฟ และอ้อย ฯลฯ เนื่องจากตลาด Cider vinegar มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในไทย เอเชียแปซิฟิก รวมถึงตลาดโลก”

ทั้งนี้เทคโนโลยีการผลิตน้ำส้มสายชูหมักแบบขั้นตอนเดียวที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย นับเป็นโอกาสสำคัญของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการยกระดับ เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับเศรษฐกิจฐานชีวภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการสร้างของเสีย และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

credit : www.bangkokbiznews.com/tech/968409

5 เหตุผลดีๆ ที่เราควรทาน ดาร์กช็อกโกแลต ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพ

5 เหตุผลดีๆ ที่เราควรทาน ดาร์กช็อกโกแลต ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพ

5 เหตุผลดีๆ ที่เราควรทาน ดาร์กช็อกโกแลต ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพ

หลายคนไม่กล้ารับประทานช็อกโกแลต เพราะเชื่อว่าจะทำให้อ้วน และอาจเกิดสิว แต่อันที่จริงแล้ว ช็อกโกแลตมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะ ดาร์กช็อกโกแลต ที่มีความหวานน้อยกว่า หากได้ทานทุกวันจะยิ่งดีต่อร่างกาย

ช่วยลดความดันโลหิต

ช็อกโกแลตมีส่วนประกอบเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย มีหลายงานวิจัยได้ทดลองแล้วว่า ผู้ที่ได้ทานช็อกโกแลตเป็นประจำ มีระดับความดันโลหิตทั้งตัวบนและตัวล่างลดลง ทั้งจากการทดลองในกลุ่มผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูงและผู้ที่มีความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด

ดาร์กช็อกโกแลตที่มาจากต้นโกโก้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น 1 ใน 10 แหล่งอาหารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยไบโอแอคทีฟฟลาโวนอล และธีโอโบรมีน ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด เมื่อทานดาร์กช็อกโกแลตเป็นประจำ จึงทำให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง

ช่วยในการทำงานของสมอง

ฟลาโวนอลที่พบในดาร์กช็อกโกแลตจะช่วยในการไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกับเวลาที่เราดื่มชาหรือไวน์เลยทีเดียว

ช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้น

และด้วยฟลาโวนอลที่มีมากมายนี่เอง ทำให้ดาร์กช็อกโกแลตมีความสามารถในการปกป้องผิวจากแสงแดดได้ด้วย ทั้งยังลดความหยาบกร้านของผิว และปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตของร่างกายให้เป็นไปได้ด้วยดี

ควบคุมระดับคอเรสเตอรอลได้

ไขมันดีและสารโพลีฟีนอลที่อยู่ในดาร์กช็อกโกแลตนั้นส่งผลดีต่อร่างกาย โดยเป็นที่รู้กันว่าช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ และยังช่วยควบคุมระดับคอเรสเตอรอลในร่างกายได้ด้วยค่ะ

เหตุผลดีๆ ต่อสุขภาพแบบนี้ จึงทำให้เราควรทานดาร์กช็อกโกแลตเป็นประจำทุกวัน แต่ก็ควรทานอย่างพอดีนะคะ โดยทานวันละ 2-3 บาร์เล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว หรือถ้าเป็นเครื่องดื่มก็ดืมวันละแก้วก็เพียงพอ นอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีแล้ว ยังช่วยให้อารมณ์ดีมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

This image has an empty alt attribute; its file name is 3702821282.jpg

credit : https://th.hellomagazine.com/beauty-health/health-wellness/eat-dark-chocolate-healthy/

Kimchi’s new Chinese name has become the epicenter of a cultural war

Kimchi’s new Chinese name has become the epicenter of a cultural war

Kimchi’s new Chinese name has become the epicenter of a cultural war

Far far away, behind the word mountains, far from the countries Vokalia and Consonantia, there live the blind texts. Separated they live in Bookmarksgrove right at the coast of the Semantics, a large language ocean. A small river named Duden flows by their place and supplies it with the necessary regelialia.

It is a paradisematic country, in which roasted parts of sentences fly into your mouth. Even the all-powerful Pointing has no control about the blind texts it is an almost unorthographic life One day however a small line of blind text by the name of Lorem Ipsum decided to leave for the far World of Grammar.

The Big Oxmox advised her not to do so, because there were thousands of bad Commas, wild Question Marks and devious Semikoli, but the Little Blind Text didn’t listen. She packed her seven versalia, put her initial into the belt and made herself on the way.

When she reached the first hills of the Italic Mountains, she had a last view back on the skyline of her hometown Bookmarksgrove, the headline of Alphabet Village and the subline of her own road, the Line Lane. Pityful a rethoric question ran over her cheek, then she continued her way. On her way she met a copy.

The copy warned the Little Blind Text, that where it came from it would have been rewritten a thousand times and everything that was left from its origin would be the word “and” and the Little Blind Text should turn around and return to its own, safe country. But nothing the copy said could convince her and so it didn’t take long until a few insidious Copy Writers ambushed her, made her drunk with Longe and Parole and dragged her into their agency, where they abused her for their projects again and again. And if she hasn’t been rewritten, then they are still using her. Far far away, behind the word mountains, far from the countries Vokalia and Consonantia, there live the blind texts. Separated they live in Bookmarksgrove right at the coast of the Semantics, a large language.



credit :

The copy warned the Little Blind Text, that where it came from it would have been rewritten a thousand times and everything that was left from its origin would be the word “and” and the Little Blind Text should turn around and return to its own, safe country. But nothing the copy said could convince her and so it didn’t take long until a few insidious Copy Writers ambushed her, made her drunk with Longe and Parole and dragged her into their agency, where they abused her for their projects again and again. And if she hasn’t been rewritten, then they are still using her. Far far away, behind the word mountains, far from the countries Vokalia and Consonantia, there live the blind texts. Separated they live in Bookmarksgrove right at the coast of the Semantics, a large language.



credit :

The copy warned the Little Blind Text, that where it came from it would have been rewritten a thousand times and everything that was left from its origin would be the word “and” and the Little Blind Text should turn around and return to its own, safe country. But nothing the copy said could convince her and so it didn’t take long until a few insidious Copy Writers ambushed her, made her drunk with Longe and Parole and dragged her into their agency, where they abused her for their projects again and again. And if she hasn’t been rewritten, then they are still using her. Far far away, behind the word mountains, far from the countries Vokalia and Consonantia, there live the blind texts. Separated they live in Bookmarksgrove right at the coast of the Semantics, a large language.




credit : www.informalnewz.com/kimchis-new-chinese-name-has-become-the-epicenter-of-a-cultural-war/

A neglected protein-rich ‘superfood’

A neglected protein-rich ‘superfood’
A neglected protein-rich ‘superfood’ 


The idea of biting into a burger made from crushed crickets or mixing mealworms into your fried rice may take a little getting used to. But even if the thought of eating insects turns your stomach now, bugs could – and some researchers say should – form an important part of our diet.

While the West might be unusually squeamish about insects, people have been eating them for thousands of years, and in many parts of the world the practice is commonplace. Around 2,000 insect species are eaten worldwide in countries across Asia, South America and Africa. In Thailand, heaped trays of crisp deep-fried grasshoppers are sold at markets and in Japan wasp larvae – eaten live – are a delicacy.

Yet in Europe, just 10% of people would be willing to replace meat with insects, according to a survey by the European Consumer Organisation. To some, this unwillingness to eat insects is a missed opportunity.

“Insects are a really important missing piece of the food system,” says Virginia Emery, chief executive of Beta Hatch, a US start-up that creates livestock feed out of mealworms. “[They] are definitely a superfood. Super nutrient dense, just a whole lot of nutrition in a really small package.”

A neglected protein-rich ‘superfood’

Credit: Pexel @EnginAkyurt /CC0 Public Domain

Agriculture is the biggest driver of global biodiversity loss and a major contributor to greenhouse gas emissions. Rearing livestock accounts for 14.5% of global greenhouse gas emissions, according to the United Nations Food and Agriculture Organization (FAO).

“We’re in the middle of a biodiversity mass extinction, we’re in the middle of a climate crisis, and yet we somehow need to feed a growing population at the same time,” says entomologist Sarah Beynon, who develops insect-based food at the Bug Farm in Pembrokeshire, Wales. “We have to make a change and we have to make a big change.”

Insect cultivation uses a fraction of the land, energy and water required for traditional farming, and has a significantly lower carbon footprint. Crickets produce up to 80% less methane than cows and 8-12 times less ammonia than pigs, according to a study by researchers at the University of Wageningen in the Netherlands. Methane is a highly potent greenhouse gas which, although shorter-lived in the atmosphere, has a global warming impact 84 times higher than CO2 over a 20-year period. Ammonia is a pungent gas and air pollutant that causes soil acidification, groundwater pollution and ecosystem damage.



Credit : https://iaas.org.sg/a-neglected-protein-rich-superfood/

This startup is creating ‘real’ dairy, without cows

This startup is creating 'real' dairy, without cows
                        This startup is creating 'real' dairy, without cows

We’ve grown used to oat milk and soya milk — now a food-tech startup is taking alternative milk to the next level.California-based Perfect Day uses fungi to make dairy protein that is “molecularly identical” to the protein in cow’s milk, says co-founder Ryan Pandya. That means it can be used to make dairy products such as cheese and yogurt.”We were interested in the question of what is in milk … that gives it incredible versatility and nutrition that is somehow missing from the plant-based milks,” says Pandya.Perfect Day has assembled the gene that codes for whey protein in cow’s milk, and introduced it into a fungus. When the fungus is grown in fermentation tanks, it produces whey protein, which is then filtered and dried into a powder used in products including cheese and ice cream – which are already on the shelves in the United States and Hong Kong.”[It’s for] people who still love dairy, but want to feel better about it for themselves, for the planet, and for the animal,” says Pandya.

Fermented fungi

Although Perfect Day’s protein contains no lactose, hormones or cholesterol, it isn’t suitable for people with a dairy allergy. But as the process involves no animals, Pandya describes the product as “vegan-friendly.”

n 2020, Perfect Day launched Brave Robot ice cream with The Urgent Company, and partnered with ice cream brands N!ck’s and Graeter’s to make its products available in 5,000 stores across the United States.The company is already reaching an international market, with its protein used in Hong Kong’s Ice Age ice creams, which taste similar to regular supermarket brands and unlike some plant-based dairy alternatives, there’s no taste of coconut, banana, or other base flavors.The next product in development is cream cheese, due to be released later in 2021, says Pandya.

A rapidly growing market

Perfect Day isn’t the only company looking to science for sustainable dairy solutions. California startup New Culture is also developing cheese products without cows through a fermentation process, and TurtleTree Labs is creating milk including human milk from cultured cells.According to figures from the Good Food Institute a nonprofit that aims to boost innovation in alternative proteins $590 million was invested in fermented alternative proteins in 2020, and $300 million of that went to Perfect Day.

Plant-based milk accounted for 15% of US milk sales in 2020 and is expected to grow, says Mirte Gosker, acting managing director of the Good Food Institute in Asia Pacific.One challenge for companies is getting regulatory approval, and another is the higher price of innovative products, says Gosker. Perfect Day’s ice cream retails for about the same as high-end brands like Häagen-Dazs or Ben & Jerry’s.Many countries are eager to develop food-tech innovation. Singapore, where Perfect Day recently established a research and development lab with a government-backed agency, is “leading the way with its regulatory framework,” Gosker says. Support from “governments has a big role to play here, to invest in open-access R&D and in infrastructure,” she adds.Pandya says the startup is also seeking regulatory approval in Canada, India and Europe, as well as looking for partners in the dairy industry.”We’re developing the kinder, greener way to make your favorite foods starting in the dairy aisle, and we can’t do that alone,” says Pandya.


Credit : https://edition.cnn.com/2021/08/12/business/perfect-day-dairy-protein-hnk-intl-spc/index.html