กยท.เปิดประมูล “โละสต๊อกยาง” ได้มากกว่าเสีย

กยท.เปิดประมูล "โละสต๊อกยาง" ได้มากกว่าเสีย
  • กยท.เปิดประมูล “โละสต๊อกยาง” ได้มากกว่าเสีย

กยท.เปิดประมูล “โละสต๊อกยาง” ได้มากกว่าเสีย เพราะหากไม่ ระบายสต๊อกยาง ราคายางในปัจจุบันอาจจะต่ำกว่านี้อย่างแน่นอนเพราะต่างชาติคิดว่า ยังมียางในสต๊อก แล้วก็จะกดราคารับซื้อยางใหม่ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงนี้

ทิศทางสถานการณ์ราคายางพาราจะเป็นอย่างไรในไตรมาสสุดท้าย หลังจากทิศทางราคายางเริ่มค่อย ๆ ลดลงตั้งแต่กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา ราคายางเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2564

ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 52.29 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 50.12 บาท/กก. และน้ำยางสด ราคา 47.92 บาท/กก.

อย่างไรก็ตามทิศทางราคายางยังไม่แน่นอนในปัจจุบัน มีการจับไปโยงกับกรณีที่การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ประมูล”ระบายสต๊อกยาง”จำนวน 104,763.35 ตัน ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยางมีแนวโน้มลดลง และยังกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใส ทำให้ประเทศชาติหาย อีกด้วย

เรื่องนี้จริงหรือไม่จะเอาหลักฐานความเป็นจริงมาพิจารณาวิเคราะห์กัน


ราคายางในเดือนเมษายน 2564 ก่อนที่จะเปิดประมูลยาง ราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 62.80 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 60.13 บาท/กก. และน้ำยางสดราคา 59.52 บาท/กก.

สำหรับยางที่ กยท.เปิดประมูลในล็อตดังกล่าว เป็นยางเก่าค้างสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2555และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2557 ที่รับซื้อเข้ามาเพื่อตัดปริมาณยางในตลาดรักษาสถานภาพราคายาง รวมกันประมาณ 278,000 ตัน

โดยในปีเดียวกันคือปี 2557ก็ได้มีการเปิดประมูลเพื่อระบายยางจำนวนดังกล่าวเป็นครั้งแรก แต่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่ทำตามสัญญารับซื้อไปเพียงแค่ 37,602 ตัน เพราะราคายางตกลงมาอย่างมากจึงรับซื้อไม่ครบ ทำให้ยางยังคงค้างสต๊อกจำนวนมาก

ต่อมาระหว่างปี 2559-2560 ได้เปิดประมูลครั้งที่ 2 เป็นการประมูลแบบคละเหมาคุณภาพแยกโกดัง ให้พ่อค้าเข้าไปตรวจสอบคุณภาพหากพอใจโกดังไหนที่ประมูลโกดังนั้นพ่อค้าก็เลือกยางที่คุณภาพดีไปหมดเหลือเฉพาะที่ยางเก่าคุณ ภาพไม่ดี จำนวน 104,763.35 ตัน

และมีพ่อค้าบางกลุ่มนำยางในสต๊อกดังกล่าวไปอ้างว่า “ยางไม่ขาดมีในสต๊อกเป็นแสน ๆ ตัน” เพื่อกดราคารับซื้อยางจากเกษตรกร ทั้ง ๆ ที่ยางดังกล่าวเป็นยางเสื่อมสภาพ ซึ่งได้มีการตรวจสอบคุณภาพและการประเมินมูลค่า “สต๊อกยาง” แล้วจาก คณะกรรมการบริหารสต๊อกยาง บริษัทผู้ประเมินอิสระ ผู้แทนของเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กยท. แล้วว่า “เป็นยางเสื่อมสภาพ” ที่ไม่มีสภาพพร้อมใช้ ถ้าจะใช้จะต้องนำไปฟื้นฟูปรับสภาพใหม่ ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนนี้

นอกจากนี้การเก็บรักษายางในสต๊อกยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัยยางพารา โดยระหว่างปี 2555-2559 ใช้เงินไปทั้งสิ้น 2,317 ล้านบาท และระหว่างปี 2559-2564 ใช้เงินไปอีก 925 ล้านบาท เป็นการนำเงินจากกองทุนพัฒนายางพาราซึ่งเป็นเงินที่ดูแลเกษตรกรชาวสวนยางมาใช้

ดังนั้นคณะกรรมการการยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งมีทั้งหมด 31ท่าน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นรองประธาน และผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานเอกชน ผู้แทนเกษตรกรและเครือข่ายเกษตร ตลอดจนผู้ว่าการ กยท.ร่วมเป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ให้ระบายยางในสต๊อกดังกล่าวให้หมดโดยเร็ว

และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2563 ซึ่ง ครม.ก็มีมติเห็นชอบให้เร่ง “ระบายยางในสต๊อก” เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ โดยต้องดูจังหวะที่เหมาะสมและไม่กระทบกับราคายางในตลาดมากนัก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ให้นโยบาย กยท. ด้วยว่า ให้ดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการระบายเพื่อไม่ให้กระทบราคายางในตลาด โดยที่พี่น้องเกษตรกรต้องได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต้องรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐ เพราะเป็นเงินภาษีประชาชน


และที่สำคัญต้องถูกต้องตามระเบียบ สุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยรัฐมนตรีเฉลิมชัยได้เน้นย้ำที่สุดคือ”ห้ามทุจริตคอรัปชั่นโดยเด็ดขาด”

คณะกรรมการ กยท. ที่มีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้แทนที่มีความเชี่ยวชาญทางการค้า เป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ให้ กยท.ดำเนินการ”ระบายสต๊อกยาง”ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 เนื่องจากเป็นฤดูปิดกรีด ปริมาณผลผลิตมีไม่มาก การระบายยางในช่วงเวลานี้จะมีผลกระทบต่อตลาดน้อยหรือแทบไม่มีผลกระทบเลย

การเปิดประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 จำนวน 104,763.35 ตันดังกล่าว ได้มีการกำหนดราคากลาง หลักเกณฑ์การประมูลคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญและเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ กยท. ที่ได้มีการพิจารณาตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เหมาะสม และโปร่งใส

ทั้งนี้มีบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติตามประกาศเบื้องต้นและสามารถเข้าร่วมประมูลได้มีจำนวน 6 รายแต่มีเพียงบริษัทเดียวที่สนใจเข้ายื่นประมูล คือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่ระบุไว้ในประกาศทุกประการ อีกทั้งยังเสนอซื้อยางในราคาที่สูงกว่าที่ กยท. กำหนด โดยเสนอซื้อในราคา 37.28 บาทต่อกิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท

ทำไมราคาที่เสนอซื้อถูกกว่า ราคายางในช่วงเวลานั้น

ราคายางแผนรมควันชั้น 3 ในเดือนเมษายน 2564 เฉลี่ย 62.80 บาท/กก.แต่นี่คือ ราคายางใหม่ ดังนั้นจะเอาราคายางเก่า 9 ปีที่เสื่อมสภาพแล้วจะนำมาเปรียบเทียบกันกับราคายางใหม่ แล้วกล่าวหาว่า รัฐเสียประโยชน์และเป็นการทุบราคายาง ไม่น่าจะถูกต้อง

คิดง่าย ๆ รถยนต์ใหม่ป้ายแดงกับรถยนต์เก่า 9 ปีที่ขับไม่ได้จะขายในราคาเท่ากันหรือไม่ และเมื่อขายรถยนต์เก่าในราคาถูก จะเป็นการทุบราคารถยนต์ใหม่…ใช่หรือ

นอกจากนี้ในการประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 ยังได้กำหนดให้บริษัทผู้ชนะการประมูลต้องดำเนินการชำระเงินทั้งหมดให้แก่ กยท. ภายในวันที่ 28 พฤษภาค2564 และดำเนินการรับมอบยางให้แล้วเสร็จภายในวันที่
31 พฤษภาคม 2564 หากพ้นจากระยะเวลาที่กำหนด ผู้ชนะการประมูลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด

พร้อมยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า บริษัทผู้ประมูลยางได้ต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะนำมาเป็นข้ออ้างกดราคารับซื้อยางในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่จะมียางใหม่ออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะได้บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตและแปรรูปตลอดจนมีความเข้มแข็งทางการเงินพอเพียง เพื่อการันตีว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับรัฐและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง

กยท.จึงได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะประมูลด้วยว่า จะต้องเคยร่วมประมูลซื้อยางที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทกับ กยท. และโรงงานต้องมีปริมาณการผลิตและแปรรูป มากกว่า 200,000 ตัน ในปี 2563 ตลอดจนต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 200 ล้านบาท พร้อมให้ยื่นหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงิน หรือหลักฐานที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

หลังจาก บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูล ราคายางใหม่ในตลาดไม่ได้ลดลงเลย ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนพฤษภาคม 2564 ราคาเฉลี่ย 68.27 บาท/กก. ในเดือนมิถุนายน 2564 ราคาเฉลี่ย 61.48 บาท/กก. ราคายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับก่อนที่จะเปิดประมูลยาง แสดงว่า การประมูลยางเก่าในสต็อกครั้งนี้ไม่มีผลต่อราคายางใหม่ในตลาด

ราคายางเริ่มลดลงในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ซึ่งน่าจะมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)ที่ค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับยางใหม่เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติ Demand กับ Supply

ก่อนหน้านี้ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ในช่วงนี้ของทุก ๆ ปี ผลผลิตยางจะออกสู่ตลาดค่อนข้างมากอยู่แล้ว ราคายางจึงจะลดลงบ้าง แต่ปีนี้ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อราคายาง น่าจะมาจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง ทำให้ตลาดยางยังมีความกังวล

แต่ถ้ามองในระยะยาวการระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะ 3 มาตรการสนับสนุนการทำสวนยางแบบผสมผสาน และมาตรการอื่น ๆ ของรัฐบาล แล้วราคายางในอนาคตน่าจะสดใสอย่างมีเสถียรภาพ

หากพิจารณาวิเคราะห์ให้ดี ๆ แล้ว ถ้า กยท.ไม่ตัดสินใจขายยางเก่าในสต๊อกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ราคายางในปัจจุบันอาจจะต่ำกว่านี้อย่างแน่นอนเพราะต่างชาติคิดว่า ยังมียางในสต๊อก แล้วก็จะกดราคารับซื้อ ยางใหม่ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงนี้….ราคายางแผ่นรมควันอาจจะต่ำกว่า 40 บาท / กก.ก็เป็นไปได้


Credit : www.komchadluek.net/news/485579

พาณิชย์เตรียมยื่นความเห็นกฎหมายคาร์บอนของอียู ชี้สุ่มเสี่ยงเลือกปฏิบัติ

พาณิชย์ชี้การใช้มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน

พาณิชย์เตรียมยื่นความเห็นกฎหมายคาร์บอนของอียู ชี้สุ่มเสี่ยงเลือกปฏิบัติ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ได้เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างกฎหมายมาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยกำหนดให้ผู้ที่สนใจ หรือมีข้อกังวลต่อมาตรการ สามารถส่งความเห็นได้จนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 18 พ.ย.2564 (เวลาบรัสเซลส์) ซึ่งกรมฯ เองก็อยู่ระหว่างจัดทำความเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะข้อกังวลในเรื่องความสอดคล้องกับกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) ความสุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้นำเข้ากับผู้ผลิตในอียู และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการค้าระหว่างสองฝ่าย เป็นต้น และขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการแจ้งความเห็นหรือข้อกังวลต่อมาตรการ CBAM ไปที่อียูภายในเวลาที่กำหนดด้วย

ทั้งนี้ กรมฯ ขอให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไทยไปอียู ควรเตรียมความพร้อมในการปรับตัวรับมาตรการ CBAM ที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 ซึ่งรัฐและเอกชนจะต้องร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกระบวนการผลิตไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้พลังงานทางเลือกที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา  กรมฯ ได้ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อเตรียมรับมือในเบื้องต้น

สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าว อียูกำหนดใช้กับสินค้านำเข้า 5 ชนิด ได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ต้องซื้อใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อกระตุ้นให้ประเทศผู้ส่งออกเร่งผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมตามที่อียูกำหนด โดยมาตรการ CBAM จะมีผลบังคับใช้ในปี 2566 เริ่มจากในช่วง 3 ปีแรก (2566-2568) ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้นำเข้าจะต้องแจ้งข้อมูลปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้าต่ออียู และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 จะเริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ผู้นำเข้าต้องซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM ให้หน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศสมาชิกอียู และมีความเป็นไปได้มากที่หลังจากนั้น อียูจะขยายมาตรการให้ครอบคลุมไปถึงสินค้าประเภทอื่น ๆ

ในปี 2563 ไทยส่งออกสินค้าตามรายการที่ครอบคลุมในมาตรการ CBAM ไปยังอียู เป็นมูลค่า 145.08 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 4.25% ของการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยไปสู่โลก ประกอบด้วยเหล็กและเหล็กกล้า 104.46 ล้านดอลลาร์หรือ 5.03 % และของการส่งออกของไทยไปสู่โลก  อะลูมิเนียม 40.62 ล้านดอลลาร์หรือ 4.58 % ของการส่งออกของไทยไปสู่โลก  ส่วนซีเมนต์ ปุ๋ย และไฟฟ้า ไทยส่งออกไปอียูในปริมาณที่น้อยมาก หรือไม่มีการส่งออก



Credit : www.bangkokbiznews.com/business/964746

This startup is creating ‘real’ dairy, without cows

This startup is creating 'real' dairy, without cows
                        This startup is creating 'real' dairy, without cows

We’ve grown used to oat milk and soya milk — now a food-tech startup is taking alternative milk to the next level.California-based Perfect Day uses fungi to make dairy protein that is “molecularly identical” to the protein in cow’s milk, says co-founder Ryan Pandya. That means it can be used to make dairy products such as cheese and yogurt.”We were interested in the question of what is in milk … that gives it incredible versatility and nutrition that is somehow missing from the plant-based milks,” says Pandya.Perfect Day has assembled the gene that codes for whey protein in cow’s milk, and introduced it into a fungus. When the fungus is grown in fermentation tanks, it produces whey protein, which is then filtered and dried into a powder used in products including cheese and ice cream – which are already on the shelves in the United States and Hong Kong.”[It’s for] people who still love dairy, but want to feel better about it for themselves, for the planet, and for the animal,” says Pandya.

Fermented fungi

Although Perfect Day’s protein contains no lactose, hormones or cholesterol, it isn’t suitable for people with a dairy allergy. But as the process involves no animals, Pandya describes the product as “vegan-friendly.”

n 2020, Perfect Day launched Brave Robot ice cream with The Urgent Company, and partnered with ice cream brands N!ck’s and Graeter’s to make its products available in 5,000 stores across the United States.The company is already reaching an international market, with its protein used in Hong Kong’s Ice Age ice creams, which taste similar to regular supermarket brands and unlike some plant-based dairy alternatives, there’s no taste of coconut, banana, or other base flavors.The next product in development is cream cheese, due to be released later in 2021, says Pandya.

A rapidly growing market

Perfect Day isn’t the only company looking to science for sustainable dairy solutions. California startup New Culture is also developing cheese products without cows through a fermentation process, and TurtleTree Labs is creating milk including human milk from cultured cells.According to figures from the Good Food Institute a nonprofit that aims to boost innovation in alternative proteins $590 million was invested in fermented alternative proteins in 2020, and $300 million of that went to Perfect Day.

Plant-based milk accounted for 15% of US milk sales in 2020 and is expected to grow, says Mirte Gosker, acting managing director of the Good Food Institute in Asia Pacific.One challenge for companies is getting regulatory approval, and another is the higher price of innovative products, says Gosker. Perfect Day’s ice cream retails for about the same as high-end brands like Häagen-Dazs or Ben & Jerry’s.Many countries are eager to develop food-tech innovation. Singapore, where Perfect Day recently established a research and development lab with a government-backed agency, is “leading the way with its regulatory framework,” Gosker says. Support from “governments has a big role to play here, to invest in open-access R&D and in infrastructure,” she adds.Pandya says the startup is also seeking regulatory approval in Canada, India and Europe, as well as looking for partners in the dairy industry.”We’re developing the kinder, greener way to make your favorite foods starting in the dairy aisle, and we can’t do that alone,” says Pandya.


Credit : https://edition.cnn.com/2021/08/12/business/perfect-day-dairy-protein-hnk-intl-spc/index.html

Food firms warn of panic-buying this Christmas

Food firms warn of panic-buying this Christmas

Food firms warn of panic-buying this Christmas

Food industry bodies have warned of panic-buying this Christmas unless action is taken to address labour shortages.

The National Farmers’ Union (NFU) called for an emergency visa to allow firms to recruit from outside the UK.

UK farmers, hauliers and shops have been struggling with shortages that have been made worse by Covid and Brexit.

The government said that the UK has a “highly resilient food supply chain”.

The head of the NFU, Minette Batters, wrote to Prime Minister Boris Johnson on Wednesday warning that the food and farming sector is on a “knife edge” due to a shortage of workers across the entire supply chain.

The letter, signed on behalf of a number of food and drink trade bodies, urged the government to introduce a Covid-19 recovery visa to open up new recruitment opportunities as a matter of urgency.

“Without it, more shelves will go empty and consumers will panic buy to try to get through the winter,” Ms Batters wrote.

“That is why we must have an urgent commitment from you to enable the industry to recruit from outside the UK over the next 12 months to get us through the winter and to help us save Christmas.”

She said it is “a travesty that this is happening in parallel with UK food producers disposing of perfectly edible food as it either cannot be picked, packed, processed or transported to the end customer”.

“Every day there are new examples of food waste across the industry, from chicken to pork, fruit and vegetables, dairy and many other products. The food is there, but it needs people to get it to the consumers,” Ms Batters said.

The letter was signed on behalf of other groups such as the British Frozen Food Federation, the British Meat Processors Association, Dairy UK and the Food and Drink Federation.

Credit : www.bbc.com/news/business-58654725

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดตลาดขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้หดตัว 5.7% เหลือ 755 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดตลาดขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้หดตัว 5.7% เหลือ 755 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดตลาดขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้หดตัว 5.7% เหลือ 755 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ตลาดขนมไหว้พระจันทร์ปี 2564 จะมีมูลค่าอยู่ที่ 755 ล้านบาท หดตัวลง 5.7% ตามการแพร่ระบาดของโควิดที่ยังไม่คลี่คลาย และมีระดับความรุนแรงมากกว่าปีก่อน ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศยังคงเปราะบาง ประกอบกับข้อจำกัดของการบริโภคที่แม้ว่าจะเป็นสินค้าเฉพาะเทศกาล แต่ก็มีระดับราคาที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้บรรยากาศจับจ่ายขนมไหว้พระจันทร์ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปีนี้คาดว่าจะยังไม่ฟื้นตัว

ศูนย์วิจัยฯ ระบุว่า ความท้าทายสำคัญของผู้ขายขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ยังคงมาจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังคงอ่อนแรง แม้ว่าผู้ประกอบการได้ปรับตัวโดยการวางกลยุทธ์การตลาดสินค้าที่ไม่ยึดติดกับเทศกาล โดยมีการวางแผนออกมาจำหน่ายล่วงหน้า (2-3 เดือน) และภายหลังเทศกาลครอบคลุมเกือบทั้งปี เพื่อประคับประคองอัตราการบริโภคทั้งปีเอาไว้ แต่การเผชิญกับการระบาดของโควิดติดต่อกันเป็นปีที่สอง ซึ่งยังไม่คลี่คลายและมีระดับความรุนแรงมากกว่าปีก่อน ส่งผลให้ผู้ประกอบการปรับลดกำลังการผลิตให้เหมาะสมกับสภาพตลาด และสอดรับไปกับพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มจะลดลง ทั้งในกลุ่มตลาดแมสและตลาดพรีเมียม

โดยกลุ่มตลาดแมส (ดั้งเดิม) ที่มีสัดส่วนมูลค่าราว 60% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ซื้อไปไหว้-รับประทาน รวมถึงซื้อเป็นของฝากในระดับราคาปานกลาง ปกติแล้วจำนวนการซื้อต่อครั้งไม่ได้สูงมาก คาดว่าในปีนี้จะปรับลดปริมาณการซื้อโดยซื้อเท่าที่จำเป็น เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ซบเซามากกว่ากลุ่มตลาดพรีเมียม  ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสูง และพิจารณาปัจจัยด้านราคาเป็นรอง เพราะกลุ่มนี้นิยมซื้อไว้รับประทานเอง เป็นของฝากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หรือองค์กรธุรกิจที่ต้องการสร้างความประทับใจกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องทำต่อเนื่องทุกปีเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดี 

อย่างไรก็ดี ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ส่งผลให้การพิจารณาจับจ่ายสินค้าในกลุ่มนี้คงจะจำกัดเหลือเฉพาะบุคคลสำคัญบางกลุ่ม อีกทั้งกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เริ่มมีบทบาทกับตลาดอย่างกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดจำนวนลงไปมาก ดังนั้น จึงส่งผลให้การเติบโตของขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ในแง่ของปริมาณการขาย (จำนวนคนซื้อและจำนวนชิ้น) น่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ อาทิ ธัญพืช แป้ง ผลไม้ น้ำมันพืช ซึ่งมีแนวโน้มขยับขึ้น ตลอดจนการเลือกใช้วัตถุดิบพรีเมียมที่มีราคาสูงขึ้น (ส่วนใหญ่มักนำเข้าจากต่างประเทศ) ประกอบกับการพัฒนาดีไซน์ของบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างจุดขาย ปัจจัยดังกล่าวกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ และมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ราคาของขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้มีแนวโน้มขยับขึ้น 

โดยเฉพาะขนมไหว้พระจันทร์ระดับพรีเมียม ซึ่งถูกผลิตโดยกลุ่มโรงแรม ภัตตาคาร คาเฟ่/เบเกอรีโฮมเมด ที่ชูจุดขายเรื่องคุณค่าของสินค้าและความประทับใจที่ได้รับผ่านรสชาติ-ไส้ วัตถุดิบพรีเมียม บรรจุภัณฑ์ พบว่า ราคาจำหน่ายขนมไหว้พระจันทร์กลุ่มพรีเมียมส่วนใหญ่มีแนวโน้มปรับขึ้นเฉลี่ย 5-30% ขึ้นอยู่กับขนาดสุทธิและรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ 

ขณะที่กลุ่มขนมไหว้พระจันทร์ระดับแมส ส่วนใหญ่ราคาจำหน่ายไม่แตกต่างจากปีก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการพยายามที่จะคงราคาไว้เพื่อรักษาฐานลูกค้า และพยายามบริหารจัดการต้นทุนส่วนเพิ่มเอาไว้เองให้ได้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของตลาดขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการที่เจาะตลาดแมส

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาของปีนี้ก็คือ การเข้ามาทำตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กในกลุ่มเบเกอรี ร้านอาหาร ซึ่งมีการแตกผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมและจับกระแสในช่วงเทศกาล โดยใช้จุดขายสำคัญในการดึงดูดลูกค้า อาทิ ชื่อเสียงของร้าน ผู้ปรุง/ผู้ผลิต ในระดับที่ไม่ได้แตกต่างจากผู้ประกอบการรายเดิมในตลาดมากนัก อีกทั้งยังทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น สื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังสนใจซื้อ หรือต้องการทดลองสินค้าใหม่ๆ ซึ่งทางเลือกของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้นตามไปด้วย

จากปัจจัยเรื่องโควิดที่กระทบกำลังซื้อผู้บริโภค โดยเฉพาะฐานลูกค้าสำคัญของขนมไหว้พระจันทร์ระดับแมส ที่มีจำนวนมากกว่าฐานลูกค้ากลุ่มขนมไหว้พระจันทร์กลุ่มพรีเมียม ประกอบกับการแข่งขันในตลาดที่ยังรุนแรงจากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินว่า มูลค่าตลาดขนมไหว้พระจันทร์ปี 2564 อาจอยู่ที่ประมาณ 755 ล้านบาท หดตัว 5.7% จากปี 2563 ที่หดตัวราว 15.8%

Credit : https://thestandard.co/mooncake-market-is-expected-to-shrink-5-7percent/

สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค หลังล็อกดาวน์ล่าสุด

สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค หลังล็อกดาวน์ล่าสุด
        สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค หลังล็อกดาวน์ล่าสุด 

‘โควิด-19’ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของประชาชนในทุกมิติ รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค การจับจ่ายใช้สอย 

วันนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านดัชนี้ชี้วัดเศรษฐกิจ เพื่อเข้าใจผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน และผลกระทบจากการล็อกดาวน์รอบล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือผลกระทบจากโควิดได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีอย่างน้อย 5 ประการ 

1. ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นจากทุกช่องทาง

จากมาตรการควบคุมการระบาด ทั้งปิด/จำกัดการให้บริการของห้างและร้านค้า การส่งเสริมให้ work from home ของทุกออฟฟิศ การออกจากบ้านน้อยลงของประชาชนเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ ส่งผลให้คนซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น 

จากรายงานของ PwC ที่สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกจำนวน 8,700 รายในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระหว่าง พ.ย. 2563 – มี.ค. 2564 พบว่าคนไทยซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าจะโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สมาร์ทโฮม แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ที่น่าสนใจคือมีผู้สั่งซื้อผ่านสมาร์ทโฮมในสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากถึง 31% 

เมื่อเจาะลึกลงไป จากผลสำรวจ Future Shopper 2021 ของวันเดอร์แมน ธอมสัน ในการซื้อสินค้าออนไลน์ 70% ของผู้บริโภคมุ่งไปที่ตลาดออนไลน์ เช่น Lazada และ Shopee ขณะที่ 61% ใช้ช่องทางโซเชียล และอีก 38% ใช้ Search Engine เป็นหลัก จะเห็นว่า Search Engine หรือเว็บไซต์ของร้านค้าอาจไม่ใช่ช่องทางหลักอีกต่อไป https://a3de6d4be830c51d46455276bf2bdac9.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

2.คนรวยออมเงินเพิ่มขึ้น ขณะที่คนฐานะปานกลางหรือต่ำต้องนำเงินออมออกมาใช้ คนส่วนใหญ่กำลังลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และรายจ่ายในกิจกรรมที่ทำให้เสี่ยงติดโควิด

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่า ปัจจุบันปริมาณเงินฝากทั้งระบบของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น หากเทียบระหว่าง พ.ค. 2564 กับ ก.พ. 2563 เพิ่มขึ้นถึง 1.78 ล้านล้านบาท สาเหตุที่เพิ่มมาจากผู้มีรายได้สูงออมมากขึ้น รองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ผันผวน EIC ยังคาดว่าอัตราการออมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ตามความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการระบาดของโรคที่มีอยู่

ขณะที่จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล ในประชาชน 1,274 คน พบว่าผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น และมีประชาชนมากถึง 46.78% ที่ต้องนำเงินออมออกมาใช้ โดยมี 15.15% ใช้เงินออมไปแล้วกว่าครึ่ง 19.36% ที่ใช้เงินออมไปเกือบหมด และ 12.64% บอกว่าใช้เงินออมไปหมดแล้ว 

นอกจากนี้ ผลสำรวจของ PwC ชี้ว่า 44% ของผู้บริโภคใช้จ่ายในกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา ลดลง 41% ของผู้บริโภคลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว 57% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มลดค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านจนถึงสิ้นปี 2564

เรียกว่าปัจจุบันคนรวยกำลังออมมากขึ้น ขณะที่คนจนกำลังเอาเงินออมออกมาใช้ โดยจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล มีถึง 37.37% ของประชาชนบอกว่า สามารถประคองตัวได้อีกไม่เกิน 3 เดือน 

3. ผู้บริโภคสนใจเรื่องมาตรการสุขอนามัยและความปลอดภัย

ผลสำรวจของ PwC พบว่า หนึ่งในสามของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันโควิด-19 ของร้านค้า ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด เพื่อลดความเสี่ยงสัมผัสเชื้อ ทั้งนี้จากข้อมูลธนาคารแห่งประไทย พบว่าในปี 2563 คนไทยใช้ e-Payment โดยเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 151 ครั้ง เพิ่มจากปี 2559 ถึง 3 เท่า https://a3de6d4be830c51d46455276bf2bdac9.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

4. ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจซื้อนานขึ้นสำหรับสินค้าราคาสูง 

จากผลสำรวจของวันเดอร์แมน ธอมสัน ร่วมกับแดทเทลพบว่า สำหรับสินค้าที่ผู้บริโภคต้องหาข้อมูลมากหรือคิดเยอะๆ ก่อนซื้อ เนื่องจากสินค้ามีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้ เช่น รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้บริโภคเลือกงดบริโภคหรือใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น 

โดยในผู้บริโภคที่รายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 40,000 บาท มีมากถึง 57% หรือเกินครึ่งที่ลังเลในการตัดสินใจซื้อสินค้าประเภทนี้ ทั้งจากความจำกัดของรายได้ และมองว่าสินค้าเหล่านี้ไม่ใช่สินค้าจำเป็นในขณะนี้

5. ในต่างจังหวัด พบว่ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนบางส่วนย้ายออกจากกรุงเทพฯ กลับสู่ภูมิลำเนาหรือต่างจังหวัดช่วงโควิด

จากมาตรการ work from home และหลายกิจการปิดตัว ทำให้คนตกงานมาก แรงงานบางส่วนย้ายกลับต่างจังหวัด เพื่อประหยัดค่าครองชีพ ทั้งนี้อ้างอิงจากศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี พบว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยหากเทียบระหว่างเดือนส.ค. 2564 กับ มิ.ย. 2564 ความต้องการในการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ทั้งในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงภาคเหนือ และภาคใต้ ยกเว้นภาคกลางที่ลดลง โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุด ตัวอย่างการใช้จ่ายในต่างจังหวัดที่เพิ่ม เช่น ปรับปรุงบ้าน

จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการควรเตรียมตัว อย่างน้อย 3 เรื่อง

– พัฒนาช่องทางออนไลน์ เพราะผู้บริโภคหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งนี้จากผลสำรวจของวันเดอร์แมน ธอมสัน ร่วมกับแดทเทล ผู้บริโภคไทยใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นถึง 14%

– นำระบบการชำระเงินแบบไร้สัมผัสมาให้บริการลูกค้าเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ จากข้อมูลของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล พบว่าในปี 2564 ลูกค้าชำระผ่าน e-Payment สูงถึง 60% เพิ่มจากปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 50 % และคาดว่าหลังโควิด อาจสูงถึง 80%

– ผู้ประกอบการที่ฐานลูกค้าคือผู้มีรายได้น้อย กำลังเผชิญความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่หดตัวลงเรื่อยๆ ขณะที่รายได้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่มีแนวโน้มเพิ่มในระยะเวลาอันใกล้ ผู้ประกอบการต้องหากลยุทธ์ว่าจะขายสินค้าคนกลุ่มนี้อย่างไร ขายเงินเชื่อได้หรือไม่ แบ่งขายในจำนวนน้อยลงเพื่อประหยัดรายจ่ายต่อครั้งได้หรือไม่ หรือต้องติดตามนโยบายรัฐที่มุ่งช่วยผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้เข้าถึงเม็ดเงินส่วนนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ฐานลูกค้าคือผู้มีรายได้สูง เผชิญความท้าทายอีกลักษณะคือ ลูกค้ายังมีเงิน แต่เลือกออมมากขึ้น คิดก่อนซื้อ ดูความคุ้มค่ามากขึ้น ผู้ประกอบการต้องคิดหากลยุทธ์ให้ลูกค้ากลุ่มนี้เห็นความคุ้มค่าของสินค้าที่ตัวเองขาย เพื่อดึงดูดกำลังซื้อมาให้ได้

ทั้งหมดนี้คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากโควิดและล็อกดาวน์รอบล่าสุด ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ

Credit : www.bangkokbiznews.com/columnist/959913

สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย

สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย
           สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือน ก.ค.มีมูลค่า 22,650.83 ล้านดอลลาร์  ขยายตัว 20.27 %  เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนก.ค. ขยายตัว 25.38%  ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 22,467.37 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 45.94% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนก.ค. 2564 เกินดุลเท่ากับ 183.46 ล้านดอลลาร์ รวม7 เดือนตั้งแต่ม.ค.-ก.ค. ไทยส่งออกรวมมูลค่า 154,985.48 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.20% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือน ม.ค. – ก.ค. ขยายตัว 21.47%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 152,362.86 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 28.73%  

ทั้งนี้ สรท. ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2564 เติบโต 10-12%  โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญได้แก่ 1.การฟื้นตัวอย่าแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐ จีน สหภาพยุโรป และ ญี่ปุ่น สืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ตามปกติและ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายการผลิตโลก (world PMI index) ที่คงตัวเหนือระดับ 50 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิตสอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างแข็งแกร่ง และ 2. ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงกว่าปีที่แล้วอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐฯ ที่เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ รวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัว

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1. สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มีความรุนแรงในประเทศ มาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดในประเทศ รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด – 19 ภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งจะส่งผลเศรษฐกิจในภาพรวม  การติดเชื้อในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมกระทบต่อกำลังการผลิต และค่าใช้จ่ายตามมาตรการป้องกันทางสาธารณสุขภายในโรงงาน (Bubble & Seal) และเครื่องมือชุดตรวจโรค (ATK) ค่อนข้างสูงและยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากรัฐไม่สามารถดำเนินการแก้ไขหรือสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนได้ จะส่งผลกระทบให้ภาคการผลิตหยุดชะงักหรือไม่สามารถทำการผลิตได้อย่างเต็มที่ ส่งผลต่อการส่งมอบสินค้าและการส่งออกไม่สามารถขยายตัวได้ 10-12% ตามที่คาดการณ์ไว้

 2. ปัญหาการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ  โดยค่าระวางเรือยังคงปรับตัวอยู่ในทิศทางขาขึ้น ในเกือบทุกเส้นทางโดยเฉพาะเส้นทางยุโรป และสหรัฐ เนื่องด้วยปริมาณการขนส่งทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อาทิ Peak Season Surcharge (PSS) และอื่นๆ ซึ่งผู้นำเข้า/ส่งออก ต้องชำระเพิ่มเนื่องจากสถานการณ์การขาดแคลนระวางและตู้คอนเทนเนอร์  ปัญหาการบริหารจัดการตู้สินค้าภายในท่าเทียบเรือ และปัญหาการล่าช้าของเรือทำให้ตู้สินค้าตึงตัว  การปิด Meishan Island Container Terminal ของท่าเรือ Ningbo เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อโควิด –19 ส่งผลกระทบให้สายเรือทำ Blank Sailing และการเปลี่ยนแปลงตารางเรือไปทำถ่ายลำที่ท่าเรืออื่นแทน ก่อให้เกิดความหนาแน่นที่ท่าเรือใกล้เคียงเพิ่มขึ้นตามมา

3. การยกระดับมาตรการคุมเข้มในการตรวจหาเชื้อโควิดในต่างประเทศ อาทิ ประเทศจีน ที่เพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจโควิดกับสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการหมุนเวียนตู้สินค้า และการส่งออกในบางรายสินค้า

 4. การขาดแคลนแรงงาน ความต้องการแรงงานในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น แรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับประเทศและยังไม่ได้เดินทางกลับเข้ามา เนื่องจากมาตรการปิดประเทศ ประกอบกับปัจจุบันจำนวนวัคซีนโควิด – 19 ในประเทศไทย ยังไม่สามารถจัดสรรให้เพียงพอกับจำนวนแรงงานในภาคการผลิตเท่าที่ควร ยิ่งซ้ำเดิมปัญหาการขาดแคลนแรงงานให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและกระทบต่อการผลิตเพื่อการส่งออก

 5. ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า จากปัจจัยความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิดในประเทศ ส่งผลด้านลบต่อทางเศรษฐกิจไทยปี 2564 และการอ่อนค่าโดยเปรียบเทียบของดอลลาร์สหรัฐ จากการที่เฟดจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ (QE Tapering) ภายในปีนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวขึ้นในวงกว้างตามคาดการณ์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณไหลเงินเข้ายังกลุ่มประเทศ Emerging market มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลการส่งออกของไทยในระยะต่อไป

6. ปริมาณปัจจัยการผลิตไม่เพียงพอและต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น อาทิ ปัญหาการขาดแคลนชิป สินค้าเหล็ก ผลผลิตทางการเกษตร และอาจมีแนวโน้มยังคงขาดแคลนต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/2564

สรท.มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล 3 เรื่อง คือ 1.ขอให้สนับสนุนค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 1,000 บาท/คน สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่เริ่มเข้ามาตรการ Factory Quarantine หรือ FQ รวมทั้ง Factory Accommodation Isolation หรือ FAI 2.สนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ทางสาธารณสุข เช่น ชุดตรวจ ATK ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีพนักงานบางส่วนติดเชื้อ 3.เร่งฉีดวัคซีนให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกให้ครอบคลุมโดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและมีรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยรักษากำลังซื้อของครัวเรือนทั่วประเทศและพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้

Credit : www.bangkokbiznews.com/business/958719

Covid-19 controls ramped up at Thailand’s wet markets amid rise in infections

Covid-19 controls ramped up at Thailand’s wet markets amid rise in infections

Covid-19 controls ramped up at Thailand’s wet markets amid rise in infections

Thailand’s Health Department is ramping up screening measures and Covid-19 controls at wet markets across the country amid a rise in infections linked to the venues. Thai PBS World reports that 14,678 infections have been detected at 132 markets across 23 provinces between April 1 and August 10 this year.

As a result, officials are using antigen test kits to conduct mass testing of traders and workers on a weekly basis. The number of entrances and exits at each market has also been reduced, while additional measures include daily disinfection, improvements in ventilation, and disinfecting shared contact points at markets.

Thailand’s Health Department is ramping up screening measures and Covid-19 controls at wet markets across the country amid a rise in infections linked to the venues. Thai PBS World reports that 14,678 infections have been detected at 132 markets across 23 provinces between April 1 and August 10 this year.

As a result, officials are using antigen test kits to conduct mass testing of traders and workers on a weekly basis. The number of entrances and exits at each market has also been reduced, while additional measures include daily disinfection, improvements in ventilation, and disinfecting shared contact points at markets.

According to the Thai PBS World report, Suwanchai Wattanayingcharoenchai from the Health Department has outlined the new rules that apply in the event of Covid-19 infection being detected.

If a seller or worker at a particular stall or vending space tests positive, the stall will be shut down for 14 days. If 2 people are found to be infected, it will be closed for 14 days and disinfected, while infected patients and those who’ve had close contact with them will be isolated and not allowed to enter the market. If infection is detected in more than 10% of vendors or market workers, the entire market will be shut down immediately.

According to Suwanchai, each market should create a community quarantine facility if space allows for it. He adds that workers who test negative, as well as those in the surrounding areas, must be vaccinated in the interim.




Credit : https://thethaiger.com/coronavirus/covid-19-controls-ramped-up-at-thailands-wet-markets-amid-rise-in-infections

Industrial and logistics property results mixed

Industrial and logistics property results mixed
Industrial and logistics property results mixed
  • The Thai industrial and logistics property sector has been proclaimed as the preferable market in these uncertain times for developers and investors. And while it has fared better than other commercial property sectors, it has not all been plain sailing, according to the property consultancy CBRE.
    The industrial and logistics market has undergone areas of growth, but in other areas it has faced challenges that can be eased by a supportive government policy and the right expansion strategies.
    “Before Covid-19, the ‘China Plus One’ model saw manufacturers looking to diversify supply chains and manufacturing bases outside mainland China due to rising labour costs, diversification of risk and trade disputes,” said Adam Bell, head of transaction and advisory services (industrial and logistics), with CBRE Thailand.ADVERTISEMENThttps://e900bd44119c02c8871271aa34f75368.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html
  • “Thailand, Vietnam and Malaysia were predicted to be the main beneficiaries of this movement, yet to date in Thailand, the land sale numbers on industrial estates are not showing this.”
    To gauge Thailand’s success in capturing this foreign direct investment (FDI), CBRE looked at industrial estate land sales from developers like WHA Corporation and Amata Corporation.
    “Between 2016 and 2020, land sales did not show that Thailand was benefiting from the China Plus One model,” he said.
    Vietnam has been more successful in attracting this investment, with its competitive advantage being a large, young workforce and the low labour rates. Labour-intensive manufacturers have shown preference to Vietnam over Thailand.
  • “While Thailand may no longer compete in terms of labour rates; it still does have competitive advantages over Vietnam,” added Mr Bell. “A well-developed infrastructure, professionally developed and managed industrial estates, extensive clusters of specialised suppliers and skills and a track record over 40 years of attracting FDI. This should enable Thailand to benefit from the China Plus One model.”
    CBRE believes there is significant pent-up demand for industrial land, especially on the major industrial estates in the Eastern Seaboard, but given current Covid travel restrictions, and difficulties for Chinese nationals travelling abroad, Thailand is still waiting to benefit from this potential.
    One area that has undoubtedly seen growth is the warehouse market. With the growth of e-commerce, this segment has been expanding for several years, but the pandemic has turbocharged that growth.
    E-commerce companies are expanding exponentially as people are moving to online shopping with lockdowns and work/stay at home advisories in effect. CBRE believes a focused government stimulus programme for the industrial and logistics market can unlock potential growth and ease the warehouse zoning challenges the sector is facing.
  • Paul Srivorakul, group chief executive of aCommerce, recently commented in the Bangkok Post that the country’s e-commerce sector is growing at extraordinary rates. The growth in 2020 alone was remarkable, although only 3-4% of total retail has gone online.
    Many brands and retailers are speeding up their digital transformation. As a result, e-commerce now represents 25-30% of some players’ total revenues, compared with 5-8% in pre-Covid times.
    This type of growth has been driving enormous demand for warehouse space from the large e-commerce players like aCommerce, JD.Com, Shopee and Lazada to store goods prior to nationwide distribution.
    “There are certain challenges on the horizon, but they are positive challenges from this rapid growth. With the nature of e-commerce, the ideal location should be close to town and convenient for connectivity,” said Mr Bell.
    “The hot spot for e-commerce warehousing is on Bang Na-Trat Road between Km 18 and Km 23, where connectivity to Bangkok, Suvarnabhumi and Laem Chabang deep seaport come together in an area zoned for large warehouse properties favoured by e-commerce companies.
  • “In this location, CBRE is now seeing significant shortage of large developable land plots, and of those plots available, the land prices are making justification of warehouse development challenging.
    “Certain businesses, like e-commerce, in the warehouse market have flourished during the pandemic. Nonetheless in the coming years, CBRE expects to see upward pressure on rents in this area, or developers and occupiers alike will have to start looking at alternative locations where lower rents or land prices could offset slightly inferior location.
    “These are the challenges from productive changes. With a dedicated governmental policy towards new town planning with expanded zoning, Thailand will once more gain advantages in the regional warehousing competition.”



Credit : www.bangkokpost.com/business/2170859/industrial-and-logistics-property-results-mixed

WTO pushed to facilitate shipments of Covid cargo

WTO pushed to facilitate shipments of Covid cargo


WTO pushed to facilitate shipments of Covid cargo

The World Trade Organization (WTO) is being urged to step up its role in tackling new trade barriers and providing trade facilitation for essential products to cope with Covid-19 such as vaccines, medicines, medical supplies and medical equipment.

Speaking at an online seminar entitled “Keep An Eye on WTO Reform in the New Normal Era”, Supachai Panitchpakdi, the former director-general of the WTO, said the group needs to reform its work structure to increase cooperation and working relationships with other agencies such as the UN and UN Conference on Trade and Development.

The WTO should be allowed to serve as a mediator for technology transfer between developed and developing countries, especially relating to medical technologies to help combat Covid-19, he said.

According to Mr Supachai, the WTO is an important agency with a role to play in the changing trade and economic landscapes affected by Covid-19, particularly in international trade disputes.

He expects more trade opportunities will arise in the agricultural and food sectors because of trends towards food shortages in several countries, while e-commerce has a need for customer protection and equity between each platform.

The presence of a few large global e-commerce platforms with excessive trading power limits competition, said Mr Supachai.

For developing countries, he said a new approach is needed for trade and social investment to meet the pandemic’s conditions.

“Countries should focus particularly on international trade cooperation and plans to push their economies forward, both during and after the pandemic,” said Mr Supachai.
According to Auramon Supthaweethum, director-general of the Trade Negotiations Department, the WTO’s members are in intense discussions to prepare for the conclusion of the 12th Ministerial Conference to be held from Nov 30 to Dec 3 this year in Geneva, Switzerland.

The meeting focuses on fishing subsidies, the agricultural sector, e-commerce, WTO reforms, the improvement of the WTO’s dispute settlement mechanism, and the WTO’s participation to solve trade problems during the Covid-19 crisis.

Pimchanok Pitfield, ambassador and permanent representative of Thailand to the WTO, said WTO’s director-general Ngozi Okonjo-Iweala has paid special attention in the WTO’s roles in trade and healthcare, especially access to Covid-19 vaccines.


Credit : www.bangkokpost.com/business/2170683/wto-pushed-to-facilitate-shipments-of-covid-cargo