กกพ.หนุน ‘เอกชน’ นำเข้าก๊าซฯ ลดภาระค่าไฟ

  • กพ.หนุนเอกชนนำเข้าแอลเอ็นจี โควตา 4.8 แสนตันปีนี้ ตามแนวทางเปิดเสรีก๊าซฯ ระยะที่ 2 ป้องผลกระทบค่าไฟ คาดสรุปแนวทางชัดภายใน ส.ค.นี้
    ย้ำหากไม่มีผู้สนใจจะโอนสิทธิให้ ปตท.

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า การส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2 (ใหม่)ตามแนวทางของที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กพช.) เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2564 ที่มีมติกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ จำแนกเป็น 3 กลุ่ม คือ1. ราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ 2. ราคาก๊าซธรรมชาติที่ Shipper ปตท. ขายในกลุ่ม Old Supplyและ 3. ราคาก๊าซธรรมชาติที่ New Shipper ขายไฟฟ้าเข้าระบบใน Regulated Market นั้น

ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากผู้ได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) รายใหม่ 7 ราย คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.),บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด,บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด,บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก,บริษัท PTT Global LNG Company Limited หรือ PTTGL และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ที่จะยื่นแสดงเจตจำนงในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ภายใต้โควตา 4.8 แสนตัน ว่ามีความต้องการนำเข้าในปีนี้ หรือไม่

โดยหากทั้ง 7 ราย ไม่มีความต้องการนำเข้า LNG หรือ การนำเข้ามาจะมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศนั้น ทาง กกพ. ก็จะไม่อนุมัติการนำเข้า และจะส่งโควตานำเข้าคืนกลับไปให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซ(เก่า) อยู่แล้ว นำเข้ามาป้อนความต้องการใช้ก๊าซฯในประเทศ

“ตอนนี้ PTTGL และหินกองฯ ชัดเจนว่า ไม่ต้องการนำเข้าLNG ในปีนี้ ส่วน กฟผ.หากนำเข้า Spot LNG ซึ่งตอนนี้ราคาตลาดโลกแพงกว่าก๊าซฯในอ่าวมาก ก็อาจจะกระทบต่อต้นทุนค่าไฟได้ ดังนั้น หากเอกชน นำเข้ามาใช้ในโรงไฟฟ้าของตัวเอง หรือ แยกตัวออกไปจากระบบก๊าซรวม ก็น่าจะเป็นผลดีกว่า ซึ่งเท่าที่ดูตอนนี้ ก็มีประมาณ 2 รายที่อยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะนำเข้าหรือไม่

อย่างไรก็ตาม กกพ. ยืนยันว่า ไม่ได้ตัดสิทธิการนำเข้าทั้ง 7 Shipper แต่การนำเข้ามาแล้วประเทศต้องได้ประโยชน์ ซึ่งเบื้องต้นแนวทางที่ กกพ.นำเสนอต่อ กพช.ไปนั้น จะเปิดทางให้ 7 Shipper สามารถแยกตัวออกไปจากสูตรโครงสร้างก๊าซฯ ที่ผูกพันกับต้นทุนค่าไฟฟ้ารวม คือ ให้เอกชนแต่ละรายพร้อมรองรับบริหารความเสี่ยงต้นทุนก๊าซฯที่นำเข้ามาผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือขายให้ลูกค้าโดยตรงก่อน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในภาพรวม ซึ่งก็จะเป็นอีกแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบการนำเข้า Spot LNG ในปีนี้

ดังนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งเป็นหนึ่งใน Shipper รายใหม่ สามารถนำเข้าได้ แต่ต้องแสดงข้อมูลว่าการนำเข้า LNG ครั้งนี้ ราคาจะไม่สูงกว่าการนำเข้า LNG ของ ปตท. และไม่เกิดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าประชาชน



credit : www.bangkokbiznews.com/news/detail/953948

ภาวะโลกร้อนส่งผล เปิดรายงานล่าสุดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผู้นำ UN ชี้เป็น ‘สัญญาณฉุกเฉิน’ สำหรับมนุษยชาติ

ภาวะโลกร้อนส่งผล เปิดรายงานล่าสุดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผู้นำ UN ชี้เป็น ‘สัญญาณฉุกเฉิน’ สำหรับมนุษยชาติ

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change-IPCC) เผยแพร่รายงานการประเมินครั้งที่ 6 ว่าด้วยความเข้าใจเชิงกายภาพของระบบภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทว่า หัวใจสำคัญจากรายงานในครั้งนี้ อาจสรุปได้เพียงประโยคสั้นๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมาจากอิทธิพลของมนุษย์

รายงานฉบับนี้บอกอะไรเรา THE STANDARD หยิบยกประเด็นสำคัญส่วนหนึ่ง และปฏิกิริยาที่เกิดจากรายงานฉบับนี้มาสรุปไว้ที่นี่

  • ในรายงานฉบับสรุปความยาว 42 หน้า IPCC ข้อสรุปใหญ่ข้อแรกที่ระบุไว้ในส่วนว่าด้วยสถานะปัจจุบันของภูมิอากาศว่า “เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลของมนุษย์ทำให้บรรยากาศ มหาสมุทร และพื้นดินอุ่นขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางและรวดเร็วในชั้นบรรยากาศ มหาสมุทร น้ำแข็งบนโลก และชีวมณฑล”
  • รายงานกล่าวถึงรายละเอียดไว้หลายประการ อาทิ การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Well-mixed Greenhouse Gases) ตั้งแต่ปี 1750 ซึ่งเกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์, การที่อุณหภูมิพื้นผิวโลกในทศวรรษ 2011-2020 สูงกว่าในปี 1850-1900 แล้วราว 1.09 องศาเซลเซียส, การสูญเสียธารน้ำแข็งจากเหตุที่มีการละลายมากกว่าการสะสมตัวของน้ำตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และการลดลงของพื้นที่ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกระหว่างปี 1979-1988 และ 2010-2019 ซึ่งอิทธิพลของมนุษย์มีแนวโน้มอย่างมากที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเรื่องนี้, ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอิทธิพลของมนุษย์มีแนวโน้มอย่างมากที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่อย่างน้อยในปี 1971 เป็นต้น
  • อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจในรายงานนี้คือประโยคที่ว่า ‘เกือบจะแน่นอน’ ว่าอุณหภูมิที่ร้อนจัด (รวมถึงคลื่นความร้อน) ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาคที่เป็นผืนดินส่วนใหญ่มาตั้งแต่ปี 1950 ขณะที่อุณหภูมิที่เย็นจัดและคลื่นความเย็นเกิดขึ้นด้วยความถี่และความรุนแรงที่ลดลง และยังระบุด้วยความเชื่อมั่นในระดับสูงว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
  • จากข้อมูลในรายงานพบว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงหนึ่งครั้งในทุกๆ 50 ปีกำลังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นราวหนึ่งครั้งต่อทศวรรษ พายุหมุนเขตร้อนกำลังมีความรุนแรงมากขึ้น แผ่นดินส่วนใหญ่มีฝนตกมากขึ้นในหนึ่งปี ขณะที่ความแห้งแล้งทางการเกษตรและระบบนิเวศซึ่งเกิดขึ้นเฉลี่ยหนึ่งครั้งในรอบ 10 ปีในภูมิภาคแห้งแล้ง ปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นบ่อยเป็น 1.7 เท่า
  • เมื่อมองไปยังอนาคต จากการประเมินหลักฐาน อุณหภูมิพื้นผิวของโลกจะยังคงสูงขึ้นต่อไปจนกระทั่งอย่างน้อยกลางศตวรรษ ไม่ว่าฉากทัศน์ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเป็นแบบใด (ปล่อยมากหรือน้อย) ก็ตาม และหากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ อย่างเข้มข้นในหลายทศวรรษที่กำลังจะมาถึง โลกจะร้อนขึ้นเกินกว่า 1.5 และ 2 องศาเซลเซียสในระหว่างศตวรรษนี้เทียบกับช่วงปี 1850-1900
  • อย่างไรก็ตาม โลกนี้อาจจะยังพอมีทางเลือกที่จะยับยั้งความเลวร้ายของสถานการณ์ เพราะหากโลกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาอยู่ในระดับต่ำมาก อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็มีแนวโน้มจะร้อนขึ้น 1.5 องศาฯ ภายในปี 2040 และเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 องศา ภายในปี 2060 และเมื่อมุ่งสู่จุดสิ้นสุดศตวรรษที่ 21 ก็มีความเป็นไปได้ว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1.5 องศาฯ ได้
  • รายงานยังระบุว่า การเปลี่ยนแปลงจำนวนมากในระบบภูมิอากาศมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของความถี่และความรุนแรงของอุณหภูมิที่ร้อนจัด คลื่นความร้อนทางทะเล ฝนที่ตกหนัก ความแห้งแล้งทางการเกษตรและระบบนิเวศในบางภูมิภาค สัดส่วนของพายุหมุนเขตร้อนกำลังแรง ตลอดจนการลดลงของน้ำแข็ง ปริมาณของพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ และพื้นที่แผ่นดินที่เยือกแข็งถาวรในทะเลอาร์กติก
  • ภายใต้ฉากทัศน์ของ IPCC ที่แม้จะระบุแนวโน้มที่ดีที่สุด ก็ยังระบุว่าทะเลน้ำแข็งบนมหาสมุทรอาร์กติกจะหายไปทั้งหมดในเดือนกันยายน (ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน) อย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนปี 2050
  • ในกรณีที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น สิ่งดูดซับคาร์บอนในมหาสมุทรหรือบนแผ่นดินถูกคาดการณ์ว่าจะมีประสิทธิภาพลดลงในการชะลอการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างอันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตและในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ ‘ไม่สามารถย้อนกลับได้’ ในเวลาหลายศตวรรษถึงนับพันปี โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทร แผ่นน้ำแข็ง และระดับน้ำทะเลทั่วโลก ส่วนหนึ่งของรายงานนี้ระบุด้วยความเชื่อมั่นในระดับสูงว่า ในระยะยาวแล้ว ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเป็นเวลาหลายร้อยปีถึงพันปีจากอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นและการละลายของแผ่นน้ำแข็ง และจะยังคงสูงอยู่เป็นเวลาหลายพันปี
  • และจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์กายภาพ การจำกัดภาวะโลกร้อนที่เกิดจากมนุษย์ให้อยู่ในระดับที่เฉพาะเจาะจงนั้นจำเป็นต้องมีการจำกัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สะสม ให้ถึงขั้นของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์เป็นอย่างน้อย พร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ลงอย่างมาก และหากปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำหรือต่ำมากจะนำไปสู่ผลลัพธ์ซึ่งสังเกตได้ต่อความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกและละอองลอย ตลอดจนคุณภาพอากาศด้วย
  • รายงานฉบับนี้ถูกเผยแพร่ก่อนการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26 ซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ที่จะจัดขึ้นในเมืองกลาสโกว์ของสกอตแลนด์เพียง 3 เดือน ซึ่ง Reuters ระบุว่าชาติต่างๆ อยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะให้คำมั่นในการดำเนินการด้านสภาพอากาศที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้น ตลอดจนจัดหาเงินทุนจำนวนมากเพื่อการดำเนินการดังกล่าว
  • นักวิทยาศาสตร์หลายรายระบุว่า การคาดการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ของสภาพอากาศที่สุดขั้วในรายงานดังกล่าวตอกย้ำถึงความสำคัญของการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะคงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ และยังใช้ความพยายามที่จะคงการเพิ่มขึ้นดังกล่าวให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสด้วย
  • มีปฏิกิริยาจากหลายฝ่ายต่อรายงานฉบับนี้ อาทิ อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติระบุว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นสัญญาณฉุกเฉิน หรือ Code Red สำหรับมนุษยชาติ “รายงานฉบับนี้จะต้องทำให้เกิดจุดสิ้นสุดของการใช้ถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิล ก่อนที่พวกมันจะทำลายดาวเคราะห์ของเรา” เขาระบุในแถลงการณ์ ขณะที่ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า “เรารอไม่ได้ที่จะจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สัญญาณต่างๆ นั้นชัดเจน วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และต้นทุนของการอยู่เฉยๆ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

credit : https://thestandard.co/climate-change-latest-report/

วิกฤตชิปขาดแคลน ที่สั่นคลอนอุตสาหกรรมรถยนต์ และเทคโนโลยีโลก

วิกฤตชิปขาดแคลน ที่สั่นคลอนอุตสาหกรรมรถยนต์ และเทคโนโลยีโลก

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตชิปเซมิคอนดักเตอร์ขาดตลาด ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับทั้งไลน์ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้ากลุ่มไอที สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแน่นอน ‘รถยนต์’

สาเหตุสำคัญมาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ ได้แก่ การระบาดของโควิด-19 ที่นำไปสู่การแย่งซัพพลายชิปเซมิคอนดักเตอร์ ระหว่างอุตสาหกรรมรถยนต์ และผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, การกักตุนชิปเซมิคอนดักเตอร์จากบริษัทจีน และดีมานด์ที่สูงขึ้นจากค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟน และสมาร์ทโฟน 5G

ทางออกของปัญหานี้คือการทุ่มงบอย่างสุดกำลังในการจัดตั้งโรงผลิตชิปแห่งใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าใช้งบประมาณที่สูงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ มีรายละเอียดที่ซับซ้อนสุดๆ ทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาที่นานมากเป็นพิเศษกว่าจะจัดตั้งโรงงานสักแห่งขึ้นมาได้

สร้างผลกระทบสะเทือนตั้งแต่สายพานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอย่าง ตู้เย็น ไมโครเวฟ ลุกลามไปจนถึงสินค้ากลุ่มไอที สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป นาฬิกาอัจฉริยะ หรือแม้กระทั่งสินค้าในกลุ่ม ‘รถยนต์’

ช่วงเวลาการ Work from Home ที่พนักงาน บุคลากรบริษัทหลายแห่งทั่วโลกต้องทำงานจากที่บ้านตามมาตรการคำสั่งของภาครัฐในแต่ละประเทศ ทำให้ความนิยมของสินค้ากลุ่มไอที จอดิสเพลย์ แล็ปท็อป ไปจนถึงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ความบันเทิงพุ่งสูงปรี๊ด ผลที่ตามมา จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่อใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น ปรับเพิ่มคำสั่งซื้อชิปเซมิคอนดักเตอร์จากบริษัทผู้ผลิตสูงขึ้นสอดรับกับดีมานด์ที่เกิดขึ้น

Credit : https://thestandard.co/chip-shortages-impact-car-and-global-technology-industry/

Automotive OEM Coatings

การเติบโตของตลาดเคลือบสีรถยนต์ OEM ภายในปี 2569 คาดว่าจะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดทั่วโลกตามการวิจัยตลาดของ Polaris

จากข้อมูลของ HIS Market ยอดขายรถยนต์ในจีน เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยมุ่งเน้นไปที่ แบรนด์พรีเมี่ยม และรถยนต์ไฟฟ้า จีนมีความต้องการและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในระดับสงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยภายในปี 2573 ส่วนแบ่งการผลิตสารเคมีทั่วโลกของจีนจะเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

จีน จึงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ในระยะสั้นและระยะยาว สำหรับทุกส่วน มีความเข้มในการเติบโตของธุรกิจการขนส่ง ทั้งตลาดขนาดเล็กและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยตั้งแต่ปี 2020 ถึงปี 2021 จีนได้เพิ่มจำนวนการผลิตเกือบ 6 ล้านคัน

Credit :
https://www.coatingsworld.com/issues/2021-03-01/view_features/automotiveoem-
coatings-321700/?widget=listSection