“กรมพลังงาน” เร่งเคลียร์ทางหนุนเปิดโรงไฟฟ้าชุมชนทันปี68

“กรมพลังงาน” เร่งเคลียร์ทางหนุนเปิดโรงไฟฟ้าชุมชนทันปี68

การตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน ถือเป็นหนึ่งในนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ให้ชุมชนมีรายได้จากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า พร้อมจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐาน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนชุมชน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ภายหลังที่มีการพิจารณาอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) จำนวน 43 ราย จากผู้สมัครที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค 169 ราย คิดเป็นปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายรวม 149.50 เมกะวัตค์ เป็นตามที่คณะอนุกรรมการนำเสนอรายชื่อเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2564 พพ.

ล่าสุด พพ.ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าชมบริษัทปาล์มดีชุมชนกรีนพาวเวอร์ จำกัด ที่ได้ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันพืชโตไวและเลี้ยงสัตว์ปาล์มดีศรีนคร เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพืชชีวมวล ขนาด 2.85 เมกะวัตต์ โดยใช้พืชโตเร็ว เป็นเชื้อเพลิงหลัก และนำวัสดุเหลือใช้จากสวนปาล์มเป็นเชื้อเพลิงเสริม และบริษัทปาล์มดีกรีนพาวเวอร์ จำกัด ได้ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันและปลูกหญ้าเนเปียร์ ในการผลิตไฟฟ้าแก๊สชีวภาพขนาด 3 เมกะวัตต์ ซึ่งการผลิตจะใช้หญ้าเนเปียร์ผสมกับน้ำเสีย 25% ในการหมักเพื่อให้เกิดแก๊สชีวภาพ และใช้แก๊สเพื่อมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าต่อไป

นายอดิศักดิ์ ชูสุข ผู้อำนวยการกองวิจัย ค้นคว้าพลังงาน พพ. กล่าวว่า ต้นปี2568 ทุกโรงไฟฟ้าจะต้องทำตามเป้าหมายสัญญา ไม่งั้นพพ.จะยกเลิกใบอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ พพ.จึงจัดเสวนาและนิทรรศการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับวิสาหกิจชุมชนพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับพืชพลังงาน ถือเป็นหนึ่งในนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ที่จะช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน

นายวิกรม โกมลตรี ตัวแทนบริษัท ปาล์มดีกรีนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจะใช้พื้นที่ประมาณ 40 ไร่ โดยมีวิสาหกิจชุมชนฯ ที่มีสมาชิกกว่า300 ราย มีความพร้อมที่จะปลูกพืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าชุมชน โดยใช้วิธีการเช่าพื้นที่ปลูกเป็นหลักประมาณ 250ไร่ โดยอยู่ระหว่างปรับพื้นที่ เพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์นำร่องเป็นตัวอย่าง หรือจะเป็นพื้นที่ริมคลองพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ชะอวด-แพรกเมือง ก็เตรียมที่จะเช่าให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกหญ้าเนเปียร์ด้วยเช่นกัน 

“เรามีพื้นที่สำรองเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์อีกกว่า 1,000 ไร่ แต่จะไกลจากโรงงานถือเป็นแผนสำรองในการจัดหาเชื่อเพลิง ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯมีพื้นที่รวมกว่าหลายหมื่นไร่ จะได้หญ้าเนเปียร์ 70 ตันต่อไร่ต่อปี ซึ่งการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล 1 เมกะวัตต์ จะใช้หญ้า 30-50 ตันต่อวัน ซึ่งหากผลิต 2.75 เมกะวัตต์ จะใช้หญ้าราว100 ตัน ตั้งเป้า 300 วันจะใช้หญ้าเนเปียร์ 3 แสนตัน ซึ่งปาล์ม 1 โรงงานจะมีพื้นที่ปลูก 1 แสนไร่ ดังนั้น พื้นที่เพาะปลูกหญ้าเนเปียร์ 100 ไร่เต็มพื้นที่ต่อ 1 เมกะวัตต์ ถือว่าเพียงพอ ส่วนราคารับซื้อหญ้าอยู่ที่ตันละ 300-500 บาท สวนปาล์มหากคิดตามสูตรเฉลี่ยทั้งปีทั้งประเทศ 3 ตันต่อไร่ แต่ในพื้นที่นี้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ตันต่อไร่ต่อปี ส่วนราคาปาล์มขณะนี้กิโลกรัมละ 6 บาท และหากคิด 3 ตันจะได้ 18,000 บาทต่อ1ไร่”https://a321bd6e3bd6a4aeb9cc7a3bd7bb5d5a.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ในการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับคนในชุมชนตามนโยบายภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งแน่นอนว่าทุกอย่างมีผลกระทบ อยู่ที่ว่าจะหาทางป้องกันอย่างไร ให้มีความรับผิดชอบต่อชุมชน ซึ่งพืชพลังงานคิดว่าผลกระทบคงไม่น่าจะมีอะไร เพราะมีการนำน้ำเสียและแก๊สมาปั่นไฟ ในขณะที่ชีวมวลจะสร้างให้มีมาตรฐาน ทั้ง ควัน หรือกลิ่น ก็จะต้องอยู่ในมาตฐาน มีการตรวจวัดค่าปริมาณการปล่อยทุกครั้ง พร้อมทั้งมีโรงงานต้นแบบ ชุมชนได้รับผลกระทบหรือไม่อย่างไร จะไม่คำนึงด้านราคาอย่างเดียวแต่จะคำนึงถึงระยะยาวเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยสุด

ทั้งนี้ ขณะนี้รัฐบาลได้ให้โอกาสโรงงานหาพลังงานเชื้อเพลิงในสัดส่วน 20% ได้ เพราะหากให้ใช้เชื้อเพลิงที่มาจากรัฐวิสาหกิจ 100% จะส่งผลกระทบได้ อีกทั้งการลงทุนสูงครั้งละกว่า 200 ล้านบาท ดังนั้น 20% ที่รัฐเปิดโอกาสให้เอกชนทำถือเป็นจุดแข็งสร้างโอกาสชุมชนได้นำเอาทะลายปาล์มมาขาย อีกทั้ง ยังได้เตรียมพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ พร้อมแบ่งโซน เพื่อเสริมให้โรงไฟฟ้าได้ตลอดอายุสัญญา 20 ปี

“ราคาเชื้อเพลิงในท้องตลอดเชื้อเพลิง 20% ที่เป็นทะลายปาล์มที่ส่งขายไปส่วนใหญ่ และนำไปส่งในภาคกลางจะเกิดต้นทุนค่าขนส่งมากกว่าค่าเชื้อเพลิงด้วยซ้ำ จึงมองไปถึงผลกระทบทั้งในเรื่องของค่าน้ำมันและสร้างมลพิษ ส่วนราคาก็จะขึ้นอยู่กับราคาตลาดแต่ก็จะมีการประกันราคาให้ โรงไฟฟ้าเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องอยู่ได้ และยืนยันว่าราคาไม่น้อยกว่าที่อื่นแน่นอน”

นายวิกรม กล่าวว่า คาดว่าโรงงานจะผลิตไบโอแก๊สจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ปลายปี2565 ส่วนโรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องดูรายละเอียดก่อนสร้างเพราะยังมีผลกระทบเรื่องการบริหารจัดการ รวมถึงเงินลงทุนเพื่อให้อยู่ในกรอบกำหนดของพพ.ที่ไม่เกิน 36 เดือน หรือภายในวันที่ 21 มกราคม 2568 คาดว่าจะคุ้มทุนใน 7 ปีจากการลงทุนราว 160-170 ล้านบาท

นอกจากนี้ การให้วิสาหกิจชุมชนมีหุ้น 10% หากวางแผนในการสร้างลงทุนที่ดี วิสาหกิจชุมชนจะได้รับผลในการยืนพื้นตรงนี้แน่นอน สามารถนำเงินไปต่อยอดได้ เมื่อรัฐได้กำหนดว่าโรงไฟฟ้าจะต้องมีเงินจำนวนหนึ่งไปพัฒนาด้านการศึกษา ด้านสาธารณูปโภค โดยมีการทำบันทึกข้อตกลงท้องถิ่นตั้งเป้าว่าใน 1ปี จะมีเงิน 1ล้านบาท ต่อ1 โรง มาพัฒนาได้หลายอย่าง เกิดประโยชน์กับชุมชนเป็นอย่างมาก

“การจะเพิ่มบ่อชีวมวลอีก 1 บ่อ ต้องทำความเข้าใจให้ชาวบ้าน ก่อนจะทำต้องมีข้อมูลให้ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อม ว่าจะมีเทคโนโลยีแบบไหน ดูที่ข้อกังวลเขาก่อน ผลประโยชน์ชุมชนที่ได้ 1 ล้านบาทต่อปี จะมีการจัดสรรเพื่อประโยชน์สูงสุดเพื่อส่วนรวม อยากเสนอภาครัฐ เมื่อเราทำแล้วลดโลกร้อน เป็นสิ่งที่ได้กับชุมชน ราคาที่ได้ไม่ควรจะมีการแข่งขัน โรงอื่นอาจจะให้ชุมชนแค่ 1 แสนบาทต่อปี จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชน”

นายมนัส รอดมินทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันและหญ้าเนเปียร์ ปาล์มดีศรีนคร กล่าวว่า พื้นที่จำนวน 90% เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการทำเกษตรกรรม มีน้ำพร้อมจากคลองพระราชดำริ ชาวบ้านรวมตัวกันปลูกพืชพลังงานเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ที่ผ่านมาเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ลูกหลานต้องอพยพไปอยู่กรุงเทพฯ ต้องหางานทำ ตอนนี้เป็นโอกาสดี ทั้งการขายในส่วนของทะลายปาล์มเพื่อนำไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้ามีความต่อเนื่อง ปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการทำนามาปลูกปาล์มเดือนละ 2 ครั้ง สร้างความมั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากนี้ เมื่อมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น เกษตรกรไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีตลาดรองรับ เมื่อชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง อยากเห็นลูกหลานเกษตรกรไปทำงานที่อื่นทยอยกลับมาสู่บ้านเกิดของตัวเอง อีกทั้ง จากการที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน เกษตรกรค่อนข้างไม่สบายใจ หากจะนำปาล์มน้ำมันที่เป็นเชื้อเพลิงมาผลิตกระแสไฟฟ้าจะทำให้เกษตรกรอยู่ได้ นอกจากนี้ กระแสการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังจะมา ต้องเตรียมพร้อมผลิตกระแสไฟฟ้าจะต้องพร้อม ชาวสวนมีความพร้อมแล้วที่จะผลิตเชื้อเพลิงเพื่อให้พอกับความต้องการของโรงไฟฟ้าชุมชน

นายวัชระพงค์ คงแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันพืชโตไวและเลี้ยงสัตว์ปาล์มดีศรีนคร กล่าวว่า ชาวบ้านได้เตรียมพื้นที่ไว้ 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 ใช้เป็นพื้นที่ในการปลูกไม้โตเร็ว เช่น กระถิน ยูคาลิปตัส ปลูกเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก และให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง มีความหนาแน่นของต้นไม้สูง ปริมาณขี้เถ้าต่ำ ปริมาณลิกนินสูง ซึ่งจะทำให้มีค่าความร้อนสูง ทนโรคและแมลง เติบโตได้ดีในพื้นที่ดินเสื่อมโทรม ความสามารถในการแตกหน่อดี ขยายพันธุ์ได้ง่าย สามารถปลูกร่วมกับพืชเกษตรอื่นได้ และส่วนที่ 2 เป็นแผนรองรับในเรื่องของต้นปาล์มกับทะลายปาล์ม เมื่อโรงไฟฟ้าก่อตั้งเสร็จเรียบร้อย คิดว่าวิสาหกิจชุมชนจะมีความพร้อมที่จะส่งเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้า สมาชิกจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เป็นโครงการที่คิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 ในสมัยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และได้เข้าสู่การพิจารณาของ กพช.เมื่อ 11 ก.ย. 2562 โดย กพช.ในครั้งนั้นเห็นชอบกรอบการส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชนรวม 1,933 เมกะวัตต์ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้บรรจุในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561-2580 หรือ AEDP2018 แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี และส่งไม้ต่อมายังนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนฯ และเสนอ กพช.พิจารณาอีกครั้ง เมื่อ 16 พ.ย. 2563 โดยให้เป็นเพียงโครงการนำร่อง 150 เมกะวัตต์ เท่านั้น


Credit : www.bangkokbiznews.com/business/976555

Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

Europe's gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions
Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

European natural gas prices have soared so high that hundreds of millions of people could be facing cold homes or inflated energy bills over winter. There’s also fears of a knock-on impact as carbon dioxide used in food production – a byproduct of fertilizer made with natural gas – also gets more expensive.

Politicians are blaming the surge in prices on an increase in natural gas demand as the world wakes up from the pandemic, supply disruption caused by maintenance, and a less-windy-than-usual summer that saw a drop in wind-generated power.

But really, Europe’s crisis is in its renewables sector. The region has invested heavily in renewables, such as wind and solar, but it can’t get enough of this green power to the people who need it.

After the UN published its state-of-the-science climate report in August, warning the world must make deep and sustained cuts to greenhouse gas emissions this decade, there has been a growing understanding among political leaders that the transition away from fossil fuels needs to happen more quickly than planned.

There are other incentives to moving faster on renewables, however. A fuller transition would free Europe from the disruption of volatile energy markets and reduce its dependence on other oil and gas providers, such as Russia. Europe could avoid its energy security getting tangled up in geopolitical storms.

More than 40 European Union lawmakers, mostly from eastern and Baltic states, have appealed to the European Commission to launch an investigation into Russia’s state gas company Gazprom. They suspect it had been restraining its supply to push up prices and pressure Germany to expedite the launch of Nord Stream 2, a gas pipeline that runs from Russia and under the Baltic Sea to Germany.

Gazprom told CNN Business that it was supplying gas to customers abroad “in full compliance with existing contractual obligations” and that supplies were “at a level close to the historically record high” over the past eight months.The International Energy Agency said Wednesday that Russian exports to Europe were down from 2019 levels and that the country could do more to increase supplies ahead of winter.”In terms of the Russian state, there is clear evidence that it uses its gas exports for its own geopolitical gain, it uses that strategically, it’s not just a commercial venture,” said Manchester University’s Matthew Paterson, a professor of international politics who researches climate politics.”It’s used gas to get leverage over Ukraine very, very aggressively, and it seems to use it in relation to other eastern central European states,” he added.

Europe has long been a world leader in renewables. Last year, the European Union and United Kingdom used more renewable energy than fossil fuels to generate electricity.

But at the same time, the United Kingdom relies on gas for around 40% of its electricity and Europe is expanding and investing heavily in gas. The European Union currently has €87 billion ($102 billion) worth of gas projects in the pipeline, according to a report by the Global Energy Monitor (GEM).

The bloc is looking to increase gas imports by 35%, which GEM says sits “at odds with the EU’s stated goal of net-zero greenhouse gas emissions by 2050.”

Gas has been widely regarded as a “cleaner” bridging fuel to use during the transition from coal to renewables for electricity. But there are some problems with that. While gas emits less carbon than coal and oil, it is made mostly of methane, a very harmful greenhouse


Credit : https://edition.cnn.com/2021/09/22/business/europe-energy-gas-renewables-climate-cmd-intl/index.html

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China pledges to stop building new coal energy plants abroad

China will not build new coal-fire projects abroad, a move that could be pivotal in tackling global emissions.

President Xi Jinping made the announcement in his address at the United Nations General Assembly.

China has been funding coal projects in countries like Indonesia and Vietnam under a massive infrastructure project known as the Belt and Road initiative.

But it has been under pressure to end the financing, as the world tries to meet Paris climate agreement targets.

“China will step up support for other developing countries in developing green and low-carbon energy, and will not build new coal-fired power projects abroad,” Mr Xi said in a video recording at the annual summit.

No further details were provided, but the move could limit the expansion of coal plants in many developing countries under China’s Belt and Road Initiative (BRI).

The BRI has seen China fund trains, roads, ports and coal plants in numerous countries, many of them developing nations. For the first time in several years however, it did not fund any coal projects in the first half of 2021.

China is also the world’s largest greenhouse gas emitter and is heavily reliant on coal for domestic energy needs.

Mr Xi mentioned promises made last year about China achieving peak emissions before 2030 and then transitioning to carbon neutrality by 2060.

The US Climate Envoy John Kerry welcomed the announcement, saying in a statement that he was “absolutely delighted to hear that President Xi has made this important decision”.

The head of the COP26 United Nations Climate Change Conference due to be held in Scotland next month also applauded the news.

“It is clear the writing is on the wall for coal power. I welcome President Xi’s commitment to stop building new coal projects abroad – a key topic of my discussions during my visit to China,” Alok Sharma said.

This is the announcement that China has increasingly been expected to make.

For nearly a decade now coal fired power stations have been a key feature of Xi Jinping’s awkwardly named Belt and Road Initiative of foreign investment.

However, the reality is that the number of these projects has fallen significantly.

Crucial details will need to be cleared up; when will this take effect? Will it cover new power plants approved but not yet built? Will China also stop financing new coal fired power stations abroad?

This is progress, but it’s the low hanging fruit in terms of China’s addiction to coal.

Half the coal burned in the world is burned in China. It is still adding numerous new coal power plants at home, with a lifespan of 40 to 50 years.

The biggest question remains: When will this country start to cut the overall number within its borders and substantially reduce its dependency on the most polluting form of power generation?

Mr Xi’s address came after US President Joe Biden gave his maiden speech at the United Nations during which he urged countries to work together as never before to tackle global problems such as climate change and the pandemic.

Mr Biden also said that democracy would not be defeated by authoritarianism, but refrained from mentioning China by name.

“The future will belong to those who give their people the ability to breathe free, not those who seek to suffocate their people with an iron hand,” Mr Biden said.

“We all must call out and condemn the targeting and oppression of racial, ethnic, and religious minorities, whether it occurs in Xinjiang or northern Ethiopia, or anywhere in the world,” he added, referring to the western Chinese region where China is accused of using forced labour.

Relations between the US and China are at an all time low over issues including trade, human rights and the origins of Covid-19.

In his address, Mr Xi said that China had peaceful intentions in international relations.

But he also seemed to address the tensions and the formation of alliances in the region like the “Quad” grouping, made up of Australia, the US, India and Japan, saying there was a need to “reject the practice of forming small circles or zero-sum games”.


Credit : www.bbc.com/news/world-asia-china-58647481

สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย

สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย
           สรท. แจง 6 ปัจจัยเสี่ยง ’ฉุด’ การส่งออกไทย

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือน ก.ค.มีมูลค่า 22,650.83 ล้านดอลลาร์  ขยายตัว 20.27 %  เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนก.ค. ขยายตัว 25.38%  ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 22,467.37 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 45.94% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนก.ค. 2564 เกินดุลเท่ากับ 183.46 ล้านดอลลาร์ รวม7 เดือนตั้งแต่ม.ค.-ก.ค. ไทยส่งออกรวมมูลค่า 154,985.48 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.20% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือน ม.ค. – ก.ค. ขยายตัว 21.47%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 152,362.86 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 28.73%  

ทั้งนี้ สรท. ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2564 เติบโต 10-12%  โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญได้แก่ 1.การฟื้นตัวอย่าแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐ จีน สหภาพยุโรป และ ญี่ปุ่น สืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ตามปกติและ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายการผลิตโลก (world PMI index) ที่คงตัวเหนือระดับ 50 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิตสอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างแข็งแกร่ง และ 2. ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงกว่าปีที่แล้วอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐฯ ที่เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ รวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัว

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1. สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มีความรุนแรงในประเทศ มาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดในประเทศ รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด – 19 ภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งจะส่งผลเศรษฐกิจในภาพรวม  การติดเชื้อในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมกระทบต่อกำลังการผลิต และค่าใช้จ่ายตามมาตรการป้องกันทางสาธารณสุขภายในโรงงาน (Bubble & Seal) และเครื่องมือชุดตรวจโรค (ATK) ค่อนข้างสูงและยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากรัฐไม่สามารถดำเนินการแก้ไขหรือสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนได้ จะส่งผลกระทบให้ภาคการผลิตหยุดชะงักหรือไม่สามารถทำการผลิตได้อย่างเต็มที่ ส่งผลต่อการส่งมอบสินค้าและการส่งออกไม่สามารถขยายตัวได้ 10-12% ตามที่คาดการณ์ไว้

 2. ปัญหาการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ  โดยค่าระวางเรือยังคงปรับตัวอยู่ในทิศทางขาขึ้น ในเกือบทุกเส้นทางโดยเฉพาะเส้นทางยุโรป และสหรัฐ เนื่องด้วยปริมาณการขนส่งทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อาทิ Peak Season Surcharge (PSS) และอื่นๆ ซึ่งผู้นำเข้า/ส่งออก ต้องชำระเพิ่มเนื่องจากสถานการณ์การขาดแคลนระวางและตู้คอนเทนเนอร์  ปัญหาการบริหารจัดการตู้สินค้าภายในท่าเทียบเรือ และปัญหาการล่าช้าของเรือทำให้ตู้สินค้าตึงตัว  การปิด Meishan Island Container Terminal ของท่าเรือ Ningbo เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อโควิด –19 ส่งผลกระทบให้สายเรือทำ Blank Sailing และการเปลี่ยนแปลงตารางเรือไปทำถ่ายลำที่ท่าเรืออื่นแทน ก่อให้เกิดความหนาแน่นที่ท่าเรือใกล้เคียงเพิ่มขึ้นตามมา

3. การยกระดับมาตรการคุมเข้มในการตรวจหาเชื้อโควิดในต่างประเทศ อาทิ ประเทศจีน ที่เพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจโควิดกับสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการหมุนเวียนตู้สินค้า และการส่งออกในบางรายสินค้า

 4. การขาดแคลนแรงงาน ความต้องการแรงงานในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น แรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับประเทศและยังไม่ได้เดินทางกลับเข้ามา เนื่องจากมาตรการปิดประเทศ ประกอบกับปัจจุบันจำนวนวัคซีนโควิด – 19 ในประเทศไทย ยังไม่สามารถจัดสรรให้เพียงพอกับจำนวนแรงงานในภาคการผลิตเท่าที่ควร ยิ่งซ้ำเดิมปัญหาการขาดแคลนแรงงานให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและกระทบต่อการผลิตเพื่อการส่งออก

 5. ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า จากปัจจัยความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิดในประเทศ ส่งผลด้านลบต่อทางเศรษฐกิจไทยปี 2564 และการอ่อนค่าโดยเปรียบเทียบของดอลลาร์สหรัฐ จากการที่เฟดจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ (QE Tapering) ภายในปีนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวขึ้นในวงกว้างตามคาดการณ์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณไหลเงินเข้ายังกลุ่มประเทศ Emerging market มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลการส่งออกของไทยในระยะต่อไป

6. ปริมาณปัจจัยการผลิตไม่เพียงพอและต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น อาทิ ปัญหาการขาดแคลนชิป สินค้าเหล็ก ผลผลิตทางการเกษตร และอาจมีแนวโน้มยังคงขาดแคลนต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/2564

สรท.มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล 3 เรื่อง คือ 1.ขอให้สนับสนุนค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 1,000 บาท/คน สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่เริ่มเข้ามาตรการ Factory Quarantine หรือ FQ รวมทั้ง Factory Accommodation Isolation หรือ FAI 2.สนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ทางสาธารณสุข เช่น ชุดตรวจ ATK ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีพนักงานบางส่วนติดเชื้อ 3.เร่งฉีดวัคซีนให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกให้ครอบคลุมโดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและมีรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยรักษากำลังซื้อของครัวเรือนทั่วประเทศและพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้

Credit : www.bangkokbiznews.com/business/958719

Industrial and logistics property results mixed

Industrial and logistics property results mixed
Industrial and logistics property results mixed
  • The Thai industrial and logistics property sector has been proclaimed as the preferable market in these uncertain times for developers and investors. And while it has fared better than other commercial property sectors, it has not all been plain sailing, according to the property consultancy CBRE.
    The industrial and logistics market has undergone areas of growth, but in other areas it has faced challenges that can be eased by a supportive government policy and the right expansion strategies.
    “Before Covid-19, the ‘China Plus One’ model saw manufacturers looking to diversify supply chains and manufacturing bases outside mainland China due to rising labour costs, diversification of risk and trade disputes,” said Adam Bell, head of transaction and advisory services (industrial and logistics), with CBRE Thailand.ADVERTISEMENThttps://e900bd44119c02c8871271aa34f75368.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html
  • “Thailand, Vietnam and Malaysia were predicted to be the main beneficiaries of this movement, yet to date in Thailand, the land sale numbers on industrial estates are not showing this.”
    To gauge Thailand’s success in capturing this foreign direct investment (FDI), CBRE looked at industrial estate land sales from developers like WHA Corporation and Amata Corporation.
    “Between 2016 and 2020, land sales did not show that Thailand was benefiting from the China Plus One model,” he said.
    Vietnam has been more successful in attracting this investment, with its competitive advantage being a large, young workforce and the low labour rates. Labour-intensive manufacturers have shown preference to Vietnam over Thailand.
  • “While Thailand may no longer compete in terms of labour rates; it still does have competitive advantages over Vietnam,” added Mr Bell. “A well-developed infrastructure, professionally developed and managed industrial estates, extensive clusters of specialised suppliers and skills and a track record over 40 years of attracting FDI. This should enable Thailand to benefit from the China Plus One model.”
    CBRE believes there is significant pent-up demand for industrial land, especially on the major industrial estates in the Eastern Seaboard, but given current Covid travel restrictions, and difficulties for Chinese nationals travelling abroad, Thailand is still waiting to benefit from this potential.
    One area that has undoubtedly seen growth is the warehouse market. With the growth of e-commerce, this segment has been expanding for several years, but the pandemic has turbocharged that growth.
    E-commerce companies are expanding exponentially as people are moving to online shopping with lockdowns and work/stay at home advisories in effect. CBRE believes a focused government stimulus programme for the industrial and logistics market can unlock potential growth and ease the warehouse zoning challenges the sector is facing.
  • Paul Srivorakul, group chief executive of aCommerce, recently commented in the Bangkok Post that the country’s e-commerce sector is growing at extraordinary rates. The growth in 2020 alone was remarkable, although only 3-4% of total retail has gone online.
    Many brands and retailers are speeding up their digital transformation. As a result, e-commerce now represents 25-30% of some players’ total revenues, compared with 5-8% in pre-Covid times.
    This type of growth has been driving enormous demand for warehouse space from the large e-commerce players like aCommerce, JD.Com, Shopee and Lazada to store goods prior to nationwide distribution.
    “There are certain challenges on the horizon, but they are positive challenges from this rapid growth. With the nature of e-commerce, the ideal location should be close to town and convenient for connectivity,” said Mr Bell.
    “The hot spot for e-commerce warehousing is on Bang Na-Trat Road between Km 18 and Km 23, where connectivity to Bangkok, Suvarnabhumi and Laem Chabang deep seaport come together in an area zoned for large warehouse properties favoured by e-commerce companies.
  • “In this location, CBRE is now seeing significant shortage of large developable land plots, and of those plots available, the land prices are making justification of warehouse development challenging.
    “Certain businesses, like e-commerce, in the warehouse market have flourished during the pandemic. Nonetheless in the coming years, CBRE expects to see upward pressure on rents in this area, or developers and occupiers alike will have to start looking at alternative locations where lower rents or land prices could offset slightly inferior location.
    “These are the challenges from productive changes. With a dedicated governmental policy towards new town planning with expanded zoning, Thailand will once more gain advantages in the regional warehousing competition.”



Credit : www.bangkokpost.com/business/2170859/industrial-and-logistics-property-results-mixed

WTO pushed to facilitate shipments of Covid cargo

WTO pushed to facilitate shipments of Covid cargo


WTO pushed to facilitate shipments of Covid cargo

The World Trade Organization (WTO) is being urged to step up its role in tackling new trade barriers and providing trade facilitation for essential products to cope with Covid-19 such as vaccines, medicines, medical supplies and medical equipment.

Speaking at an online seminar entitled “Keep An Eye on WTO Reform in the New Normal Era”, Supachai Panitchpakdi, the former director-general of the WTO, said the group needs to reform its work structure to increase cooperation and working relationships with other agencies such as the UN and UN Conference on Trade and Development.

The WTO should be allowed to serve as a mediator for technology transfer between developed and developing countries, especially relating to medical technologies to help combat Covid-19, he said.

According to Mr Supachai, the WTO is an important agency with a role to play in the changing trade and economic landscapes affected by Covid-19, particularly in international trade disputes.

He expects more trade opportunities will arise in the agricultural and food sectors because of trends towards food shortages in several countries, while e-commerce has a need for customer protection and equity between each platform.

The presence of a few large global e-commerce platforms with excessive trading power limits competition, said Mr Supachai.

For developing countries, he said a new approach is needed for trade and social investment to meet the pandemic’s conditions.

“Countries should focus particularly on international trade cooperation and plans to push their economies forward, both during and after the pandemic,” said Mr Supachai.
According to Auramon Supthaweethum, director-general of the Trade Negotiations Department, the WTO’s members are in intense discussions to prepare for the conclusion of the 12th Ministerial Conference to be held from Nov 30 to Dec 3 this year in Geneva, Switzerland.

The meeting focuses on fishing subsidies, the agricultural sector, e-commerce, WTO reforms, the improvement of the WTO’s dispute settlement mechanism, and the WTO’s participation to solve trade problems during the Covid-19 crisis.

Pimchanok Pitfield, ambassador and permanent representative of Thailand to the WTO, said WTO’s director-general Ngozi Okonjo-Iweala has paid special attention in the WTO’s roles in trade and healthcare, especially access to Covid-19 vaccines.


Credit : www.bangkokpost.com/business/2170683/wto-pushed-to-facilitate-shipments-of-covid-cargo

Ningbo: Global supply fears as China partly shuts major port

Ningbo: Global supply fears as China partly shuts major port

Ningbo: Global supply fears as China partly shuts major port

The partial closure of one of China’s biggest cargo ports due to coronavirus has raised fresh concerns about the impact on global trade.

Services were shut on Wednesday at a terminal at Ningbo-Zhoushan port after a worker was infected with the Delta variant of Covid-19.

Ningbo-Zhoushan in eastern China is the world’s third-busiest cargo port.

The closure threatens more disruption to supply chains ahead of the key Christmas shopping season.

Closing the terminal on Meishan island until further notice will cut the port’s capacity for container cargo by about a quarter.

It comes as the cost of shipping from China and South East Asia to the East coast of the US has already hit a record high, according to the Freightos Baltic global container freight index.

Jason Chiang from Ocean Shipping Consultants told the BBC’s Asia Business Report that the global shipping industry is likely to feel the impact of the pandemic for several more months.

“We don’t expect to see any new shipping capacity until two years down the road. So everything between now and two years will be dependent on how the pandemic plays out,” he said.

Ningbo-Zhoushan is the world’s third-biggest cargo port after Shanghai and Singapore.

For people trying to ship goods from East Asia to Europe or the US, it’s one blow after another.

The Covid crisis put the container shipping industry under intense pressure by knocking normal patterns of supply and demand out of kilter.

Then came the Ever Given, which blocked the Suez canal for six days, delaying hundreds of vessels and causing knock-on effects that lasted for weeks.

And on top of that, partial closures of key terminals in China – at Yantian earlier in the year and now Ningbo – have caused further disruption.

Each time something like this happens, it can trigger further problems, including congestion at other ports – many of which are already operating at a slower rate than usual due to Covid restrictions.

Shipping lines are pretty happy, because container rates are sky high. For importers it’s a different matter.

“Perfect storm” is an overused cliche, but right now it’s a good description of what’s going on in the industry. Certainly this is more than merely a case of choppy waters

If the terminal remains shut for an extended period it could have an especially large impact on the world economy.

In the city of Ningbo, where the port is located, authorities have also suspended inbound and outbound flights to China’s capital Beijing.

A district close to the port has also been put on partial lockdown as businesses including cinemas, gyms and bars have been shut.

The port’s closure comes as global trade is usually much heavier in the second half of the year as businesses in Europe and North America prepare for a jump in sales ahead of Christmas and other holidays.

This is the second coronavirus-related closure to hit a Chinese port in recent months after Yantian in Shenzhen was partially shut for several weeks from the end of May.

Companies were already struggling to source the goods to keep their business going as the pandemic shut down economies around the world.

Global supply chains were put under even more strain when a huge container vessel became stuck in the Suez Canal in March.

The Ever Given, which carries cargo between Asia and Europe, blocked the major shipping lane in Egypt for almost a week.

That caused huge disruptions and delays to the global shipping industry as vessels were forced to wait for the canal to reopen or take the much longer route around the southern tip of Africa.

Credit : www.bbc.com/news/business-58196477

‘Factory sandbox’ to protect B700bn sector

‘Factory sandbox’ to protect B700bn sector
‘Factory sandbox’ to protect B700bn sector


The government has launched a pilot program to test, vaccinate and isolate factory workers to limit Covid-related disruptions to its export-driven manufacturing industry, one of the few bright spots in an economy crushed by the virus.

The “Factory Sandbox” initiative aims to protect 3 million jobs and support manufacturers who contribute about 700 billion baht to gross domestic product, according to a government statement this week.

The plan will focus on plants that employ at least 500 people, and will “build confidence for both Thai and foreign investors at a time when supply chains in rival countries are shutting down,” the statement said. 

Exports in the second quarter surged 27.5% from a year earlier, with growth in manufacturing one of the few economic bright spots amid weak retail spending, “diminishing effectiveness” of interest-rate cuts and the void of tourism, according to a report by Goldman Sachs Group Inc. 

The project’s name is a play on words based on the “Phuket Sandbox,” a programme that has aimed to revive tourism in the most popular island. 

Thailand has faced a relentless surge of Covid-19 since early April, with more than 500 clusters detected in factories. Driven by the delta variant, the outbreaks have triggered production halts and supply shortages beyond Thailand’s borders, with several factories in Vietnam forced into temporary closures. 

The Sandbox programme will focus on large factories that manufacture cars, electronics, food and medical equipment for exports in provinces that are key production hubs.

To qualify, the plants must have at least 500 workers, a field hospital or isolation facility, and shuttle services for employees. 

All workers will also be tested for the coronavirus, and those who test positive will be isolated while cohorts will be inoculated, with subsequent tests done every seven days. 

Sixty factories in four provinces with a combined workforce of 138,000 will participate in the initial phase, according to the government statement. They are Nonthaburi, Pathum Thani, Samut Sakhon and Chonburi, all of which are within an hour’s drive of Bangkok.  


Credit : https://bit.ly/3sCwQtE

กกพ.หนุน ‘เอกชน’ นำเข้าก๊าซฯ ลดภาระค่าไฟ

  • กพ.หนุนเอกชนนำเข้าแอลเอ็นจี โควตา 4.8 แสนตันปีนี้ ตามแนวทางเปิดเสรีก๊าซฯ ระยะที่ 2 ป้องผลกระทบค่าไฟ คาดสรุปแนวทางชัดภายใน ส.ค.นี้
    ย้ำหากไม่มีผู้สนใจจะโอนสิทธิให้ ปตท.

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า การส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2 (ใหม่)ตามแนวทางของที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กพช.) เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2564 ที่มีมติกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ จำแนกเป็น 3 กลุ่ม คือ1. ราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ 2. ราคาก๊าซธรรมชาติที่ Shipper ปตท. ขายในกลุ่ม Old Supplyและ 3. ราคาก๊าซธรรมชาติที่ New Shipper ขายไฟฟ้าเข้าระบบใน Regulated Market นั้น

ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากผู้ได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) รายใหม่ 7 ราย คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.),บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด,บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด,บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก,บริษัท PTT Global LNG Company Limited หรือ PTTGL และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ที่จะยื่นแสดงเจตจำนงในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ภายใต้โควตา 4.8 แสนตัน ว่ามีความต้องการนำเข้าในปีนี้ หรือไม่

โดยหากทั้ง 7 ราย ไม่มีความต้องการนำเข้า LNG หรือ การนำเข้ามาจะมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศนั้น ทาง กกพ. ก็จะไม่อนุมัติการนำเข้า และจะส่งโควตานำเข้าคืนกลับไปให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซ(เก่า) อยู่แล้ว นำเข้ามาป้อนความต้องการใช้ก๊าซฯในประเทศ

“ตอนนี้ PTTGL และหินกองฯ ชัดเจนว่า ไม่ต้องการนำเข้าLNG ในปีนี้ ส่วน กฟผ.หากนำเข้า Spot LNG ซึ่งตอนนี้ราคาตลาดโลกแพงกว่าก๊าซฯในอ่าวมาก ก็อาจจะกระทบต่อต้นทุนค่าไฟได้ ดังนั้น หากเอกชน นำเข้ามาใช้ในโรงไฟฟ้าของตัวเอง หรือ แยกตัวออกไปจากระบบก๊าซรวม ก็น่าจะเป็นผลดีกว่า ซึ่งเท่าที่ดูตอนนี้ ก็มีประมาณ 2 รายที่อยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะนำเข้าหรือไม่

อย่างไรก็ตาม กกพ. ยืนยันว่า ไม่ได้ตัดสิทธิการนำเข้าทั้ง 7 Shipper แต่การนำเข้ามาแล้วประเทศต้องได้ประโยชน์ ซึ่งเบื้องต้นแนวทางที่ กกพ.นำเสนอต่อ กพช.ไปนั้น จะเปิดทางให้ 7 Shipper สามารถแยกตัวออกไปจากสูตรโครงสร้างก๊าซฯ ที่ผูกพันกับต้นทุนค่าไฟฟ้ารวม คือ ให้เอกชนแต่ละรายพร้อมรองรับบริหารความเสี่ยงต้นทุนก๊าซฯที่นำเข้ามาผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือขายให้ลูกค้าโดยตรงก่อน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในภาพรวม ซึ่งก็จะเป็นอีกแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบการนำเข้า Spot LNG ในปีนี้

ดังนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งเป็นหนึ่งใน Shipper รายใหม่ สามารถนำเข้าได้ แต่ต้องแสดงข้อมูลว่าการนำเข้า LNG ครั้งนี้ ราคาจะไม่สูงกว่าการนำเข้า LNG ของ ปตท. และไม่เกิดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าประชาชน



credit : www.bangkokbiznews.com/news/detail/953948

ภาคพลังงานลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีแรกแล้วกว่า 1 แสนลบ.

“สุพัฒนพงษ์” ลุย โครงการ “พลังงาน พลังใจ ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” ผลักดันภาคพลังงานกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด สร้างอาชีพ ก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19 เผยครึ่งปีแรกลงทุนแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ครึ่งปีหลัง หวังจัดเก็บรายได้ปิโตรเลียมเข้ารัฐ 25,000 ล้านบาท

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า                จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ รัฐบาลได้ร่วมบูรณาการหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม เพื่อขับเคลื่อนประเทศฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ กระทรวงพลังงาน ได้ร่วมเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ดังกล่าว และเยียวยาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมภายใต้ความร่วมมือ “พลังงาน พลังใจ ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดและรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานมาอย่างต่อเนื่องเต็มกำลัง

โดยในมิติด้านเศรษฐกิจ ได้มีการผลักดันให้เกิดการลงทุนตามแผนการลงทุนปี 2564 กว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศให้เดินไปข้างหน้า โดยในครึ่งปีแรกของปี 2564 (เดือนมกราคม-มิถุนายน 2564) มีเม็ดเงินลงทุนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ผ่านโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของ กระทรวงพลังงาน คือ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

รวมทั้งบริษัทในเครือ  โดยในส่วนของ ปตท. มีโครงการลงทุนที่สำคัญ อาทิ โครงการสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งใหม่ จังหวัดระยอง โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 5 และโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากสถานีควบคุมความดันก๊าซธรรมชาติ ราชบุรี – วังน้อยที่ 6 การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) และการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ขณะที่โครงการสำคัญในส่วนของ กฟผ. อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่อง1-2) โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า ระยะที่ 12 โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางและกรุงเทพฯ เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า เป็นต้น

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก กระทรวงพลังงาน โดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยังสามารถจัดเก็บรายได้จากกิจการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กว่า 25,000 ล้านบาท นำส่งรัฐ  ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญในการนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาประเทศในช่วงเวลาวิกฤตินี้

โดยในมิติด้านสังคมได้ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย จัดทำโครงการเยียวยาอย่างรอบด้านทั้ง มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนด้านค่าใช้จ่ายพลังงาน ได้แก่ มาตรการลดค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคมและเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมา และมีการลดค่าไฟฟ้าเพิ่มในรอบเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม หลังจากที่ยังคงมีการระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง

ส่วนมาตรการด้านการจ้างงานสร้างอาชีพ โดยผลักดันให้เกิดการจ้างงานไปแล้วกว่า 36,000 ตำแหน่ง และยังจะมีการจ้างเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 อีก 2,300 ตำแหน่ง ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือด้านสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์

credit : www.bangkokbiznews.com/news/detail/953926