Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร ?

Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร 


Plant Based Diet ดีต่อร่างกายอย่างไร ?

Plant Based Diet คือการลดน้ำหนักที่ให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่ทำมาจากพืช ซึ่งวิธีนี้ดีทั้งกับสุขภาพและโลกด้วย เราลองมาอ่านดูว่า Plant Based Diet คืออะไร ส่งผลกับสุขภาพยังไง แล้วควรกินอย่างไรหากต้องการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้

Plant Based Diet คืออะไร

คือการลดน้ำหนักที่กินเฉพาะอาหารที่ทำมาจากพืช บางคนก็เข้าใจว่านี่คือวิถีวีแกน (Vegan) หรือเปล่า ที่กินแต่ผักไม่กินเนื้อสัตว์ บางคนก็เข้าใจว่าคือการลดน้ำหนักที่กินแต่ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว แต่ก็สามารถกินเนื้อสัตว์ ปลา หรือผลิตภัณฑ์จกวัวได้

Plant Based Diet ส่งผลดีกับสุขภาพอย่างไร

ผลการวิจัยพบว่าผู้ที่กินแบบ Plant Based Diet มีดัชนีมวลกายที่น้อยกว่า และเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจน้อยกว่าคนกินเนื้อสัตว์

ผลการศึกษาในปี 2018 Plant Based Diet มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคอ้วน จากการศึกษาครั้งนั้นได้เลือกบุคคลเข้าร่วม 75 คนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเลือกว่าจะกินแต่พืชผัก หรือจะกินเนื้อสัตว์เหมือนเดิม ผลปรากฏว่า 4 เดือนต่อมาคนที่เลือกกินพืชผักสามารถลดน้ำหนักลงได้ 6.5 กิโลกรัม และยังสามารถกำจัดไขมัน และส่งผลต่อปัญหาเรื่องอินซูลีนได้มากกว่าคนที่กินเนื้อสัตว์

Plant Based Diet จริงๆ ก็คือการเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ มากกว่าอาหารที่แปรรูป อย่างเช่น

ผลไม้ จำพวกเบอร์รี่ กล้วย แอปเปิล องุ่น เมล่อน อโวคาโด ฯลฯ

ผัก เลือกกินที่หลากหลาย เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ อย่างเช่น บร็อกโคลี ผักคะน้า บีทรูท กะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง แครอต มะเขือเทศ พริกไทย บวบ ฯลฯ รวมถึงพืชที่ให้คาร์โบไฮเดรตและวิตามิน อย่างมันเทศ มันฝรั่ง ฟักทองน้ำเต้า บีท ฯลฯ

ถั่วฝัก คือแหล่งของไฟเบอร์และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วชิกพี ถัวเลนทิล ถั่วพี ถั่วแดง ถั่วดำ

เมล็ดต่างๆ ที่ช่วยเสริมสารอาหาร ยกตัวอย่าง งา ที่มีแคลเซียมสูง เมล็ดทานตะวันที่มีวิตามินอีสูง และอย่างอื่นอีก เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดเชีย เมล็กแฟลกซ์ ฯลฯ

ถั่ว คือแหล่งวิตามิน เช่น อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แมคคาเดเมีย พิสทาชิโอ ฯลฯ

ไขมันดี จำพวกอโวคาโด วอลนัต เมล็ดเชีย เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา

ธัญพืช แหล่งไฟเบอร์ แม็กนีเซียม สังกะสี และเซเลเนียม เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต สเปลต์ (คล้ายข้าวสาลี) บัควีต คีนัว ขนมปังโฮลวีต ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์

นมที่ทำมาจากพืช เช่น นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง นมมะพร้าว นมข้าว นมข้าวโอ๊ต

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

การลดปริมาณหรืองดกินเนื้อสัตว์ไปเลยก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารที่ได้จากพืชมีประโยชน์มากกว่า สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงจริงๆ ได้แก่ อาหารแปรรูป ขนมหวาน อย่างเค้ก บิสกิต แป้งขัดสี ผักที่ปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือเกลือ เกลือ ของมัน ของทอด ฯลฯ



Credit : www.sanook.com/health/20309/

กยท.เปิดประมูล “โละสต๊อกยาง” ได้มากกว่าเสีย

กยท.เปิดประมูล "โละสต๊อกยาง" ได้มากกว่าเสีย
  • กยท.เปิดประมูล “โละสต๊อกยาง” ได้มากกว่าเสีย

กยท.เปิดประมูล “โละสต๊อกยาง” ได้มากกว่าเสีย เพราะหากไม่ ระบายสต๊อกยาง ราคายางในปัจจุบันอาจจะต่ำกว่านี้อย่างแน่นอนเพราะต่างชาติคิดว่า ยังมียางในสต๊อก แล้วก็จะกดราคารับซื้อยางใหม่ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงนี้

ทิศทางสถานการณ์ราคายางพาราจะเป็นอย่างไรในไตรมาสสุดท้าย หลังจากทิศทางราคายางเริ่มค่อย ๆ ลดลงตั้งแต่กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา ราคายางเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2564

ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 52.29 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 50.12 บาท/กก. และน้ำยางสด ราคา 47.92 บาท/กก.

อย่างไรก็ตามทิศทางราคายางยังไม่แน่นอนในปัจจุบัน มีการจับไปโยงกับกรณีที่การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ประมูล”ระบายสต๊อกยาง”จำนวน 104,763.35 ตัน ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยางมีแนวโน้มลดลง และยังกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใส ทำให้ประเทศชาติหาย อีกด้วย

เรื่องนี้จริงหรือไม่จะเอาหลักฐานความเป็นจริงมาพิจารณาวิเคราะห์กัน


ราคายางในเดือนเมษายน 2564 ก่อนที่จะเปิดประมูลยาง ราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 62.80 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 60.13 บาท/กก. และน้ำยางสดราคา 59.52 บาท/กก.

สำหรับยางที่ กยท.เปิดประมูลในล็อตดังกล่าว เป็นยางเก่าค้างสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2555และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2557 ที่รับซื้อเข้ามาเพื่อตัดปริมาณยางในตลาดรักษาสถานภาพราคายาง รวมกันประมาณ 278,000 ตัน

โดยในปีเดียวกันคือปี 2557ก็ได้มีการเปิดประมูลเพื่อระบายยางจำนวนดังกล่าวเป็นครั้งแรก แต่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่ทำตามสัญญารับซื้อไปเพียงแค่ 37,602 ตัน เพราะราคายางตกลงมาอย่างมากจึงรับซื้อไม่ครบ ทำให้ยางยังคงค้างสต๊อกจำนวนมาก

ต่อมาระหว่างปี 2559-2560 ได้เปิดประมูลครั้งที่ 2 เป็นการประมูลแบบคละเหมาคุณภาพแยกโกดัง ให้พ่อค้าเข้าไปตรวจสอบคุณภาพหากพอใจโกดังไหนที่ประมูลโกดังนั้นพ่อค้าก็เลือกยางที่คุณภาพดีไปหมดเหลือเฉพาะที่ยางเก่าคุณ ภาพไม่ดี จำนวน 104,763.35 ตัน

และมีพ่อค้าบางกลุ่มนำยางในสต๊อกดังกล่าวไปอ้างว่า “ยางไม่ขาดมีในสต๊อกเป็นแสน ๆ ตัน” เพื่อกดราคารับซื้อยางจากเกษตรกร ทั้ง ๆ ที่ยางดังกล่าวเป็นยางเสื่อมสภาพ ซึ่งได้มีการตรวจสอบคุณภาพและการประเมินมูลค่า “สต๊อกยาง” แล้วจาก คณะกรรมการบริหารสต๊อกยาง บริษัทผู้ประเมินอิสระ ผู้แทนของเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กยท. แล้วว่า “เป็นยางเสื่อมสภาพ” ที่ไม่มีสภาพพร้อมใช้ ถ้าจะใช้จะต้องนำไปฟื้นฟูปรับสภาพใหม่ ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนนี้

นอกจากนี้การเก็บรักษายางในสต๊อกยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัยยางพารา โดยระหว่างปี 2555-2559 ใช้เงินไปทั้งสิ้น 2,317 ล้านบาท และระหว่างปี 2559-2564 ใช้เงินไปอีก 925 ล้านบาท เป็นการนำเงินจากกองทุนพัฒนายางพาราซึ่งเป็นเงินที่ดูแลเกษตรกรชาวสวนยางมาใช้

ดังนั้นคณะกรรมการการยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งมีทั้งหมด 31ท่าน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นรองประธาน และผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานเอกชน ผู้แทนเกษตรกรและเครือข่ายเกษตร ตลอดจนผู้ว่าการ กยท.ร่วมเป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ให้ระบายยางในสต๊อกดังกล่าวให้หมดโดยเร็ว

และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2563 ซึ่ง ครม.ก็มีมติเห็นชอบให้เร่ง “ระบายยางในสต๊อก” เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ โดยต้องดูจังหวะที่เหมาะสมและไม่กระทบกับราคายางในตลาดมากนัก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ให้นโยบาย กยท. ด้วยว่า ให้ดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการระบายเพื่อไม่ให้กระทบราคายางในตลาด โดยที่พี่น้องเกษตรกรต้องได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต้องรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐ เพราะเป็นเงินภาษีประชาชน


และที่สำคัญต้องถูกต้องตามระเบียบ สุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยรัฐมนตรีเฉลิมชัยได้เน้นย้ำที่สุดคือ”ห้ามทุจริตคอรัปชั่นโดยเด็ดขาด”

คณะกรรมการ กยท. ที่มีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้แทนที่มีความเชี่ยวชาญทางการค้า เป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ให้ กยท.ดำเนินการ”ระบายสต๊อกยาง”ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 เนื่องจากเป็นฤดูปิดกรีด ปริมาณผลผลิตมีไม่มาก การระบายยางในช่วงเวลานี้จะมีผลกระทบต่อตลาดน้อยหรือแทบไม่มีผลกระทบเลย

การเปิดประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 จำนวน 104,763.35 ตันดังกล่าว ได้มีการกำหนดราคากลาง หลักเกณฑ์การประมูลคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญและเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ กยท. ที่ได้มีการพิจารณาตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เหมาะสม และโปร่งใส

ทั้งนี้มีบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติตามประกาศเบื้องต้นและสามารถเข้าร่วมประมูลได้มีจำนวน 6 รายแต่มีเพียงบริษัทเดียวที่สนใจเข้ายื่นประมูล คือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่ระบุไว้ในประกาศทุกประการ อีกทั้งยังเสนอซื้อยางในราคาที่สูงกว่าที่ กยท. กำหนด โดยเสนอซื้อในราคา 37.28 บาทต่อกิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท

ทำไมราคาที่เสนอซื้อถูกกว่า ราคายางในช่วงเวลานั้น

ราคายางแผนรมควันชั้น 3 ในเดือนเมษายน 2564 เฉลี่ย 62.80 บาท/กก.แต่นี่คือ ราคายางใหม่ ดังนั้นจะเอาราคายางเก่า 9 ปีที่เสื่อมสภาพแล้วจะนำมาเปรียบเทียบกันกับราคายางใหม่ แล้วกล่าวหาว่า รัฐเสียประโยชน์และเป็นการทุบราคายาง ไม่น่าจะถูกต้อง

คิดง่าย ๆ รถยนต์ใหม่ป้ายแดงกับรถยนต์เก่า 9 ปีที่ขับไม่ได้จะขายในราคาเท่ากันหรือไม่ และเมื่อขายรถยนต์เก่าในราคาถูก จะเป็นการทุบราคารถยนต์ใหม่…ใช่หรือ

นอกจากนี้ในการประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 ยังได้กำหนดให้บริษัทผู้ชนะการประมูลต้องดำเนินการชำระเงินทั้งหมดให้แก่ กยท. ภายในวันที่ 28 พฤษภาค2564 และดำเนินการรับมอบยางให้แล้วเสร็จภายในวันที่
31 พฤษภาคม 2564 หากพ้นจากระยะเวลาที่กำหนด ผู้ชนะการประมูลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด

พร้อมยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า บริษัทผู้ประมูลยางได้ต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะนำมาเป็นข้ออ้างกดราคารับซื้อยางในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่จะมียางใหม่ออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะได้บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตและแปรรูปตลอดจนมีความเข้มแข็งทางการเงินพอเพียง เพื่อการันตีว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับรัฐและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง

กยท.จึงได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะประมูลด้วยว่า จะต้องเคยร่วมประมูลซื้อยางที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทกับ กยท. และโรงงานต้องมีปริมาณการผลิตและแปรรูป มากกว่า 200,000 ตัน ในปี 2563 ตลอดจนต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 200 ล้านบาท พร้อมให้ยื่นหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงิน หรือหลักฐานที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

หลังจาก บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูล ราคายางใหม่ในตลาดไม่ได้ลดลงเลย ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนพฤษภาคม 2564 ราคาเฉลี่ย 68.27 บาท/กก. ในเดือนมิถุนายน 2564 ราคาเฉลี่ย 61.48 บาท/กก. ราคายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับก่อนที่จะเปิดประมูลยาง แสดงว่า การประมูลยางเก่าในสต็อกครั้งนี้ไม่มีผลต่อราคายางใหม่ในตลาด

ราคายางเริ่มลดลงในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ซึ่งน่าจะมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)ที่ค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับยางใหม่เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติ Demand กับ Supply

ก่อนหน้านี้ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ในช่วงนี้ของทุก ๆ ปี ผลผลิตยางจะออกสู่ตลาดค่อนข้างมากอยู่แล้ว ราคายางจึงจะลดลงบ้าง แต่ปีนี้ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อราคายาง น่าจะมาจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง ทำให้ตลาดยางยังมีความกังวล

แต่ถ้ามองในระยะยาวการระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะ 3 มาตรการสนับสนุนการทำสวนยางแบบผสมผสาน และมาตรการอื่น ๆ ของรัฐบาล แล้วราคายางในอนาคตน่าจะสดใสอย่างมีเสถียรภาพ

หากพิจารณาวิเคราะห์ให้ดี ๆ แล้ว ถ้า กยท.ไม่ตัดสินใจขายยางเก่าในสต๊อกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ราคายางในปัจจุบันอาจจะต่ำกว่านี้อย่างแน่นอนเพราะต่างชาติคิดว่า ยังมียางในสต๊อก แล้วก็จะกดราคารับซื้อ ยางใหม่ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงนี้….ราคายางแผ่นรมควันอาจจะต่ำกว่า 40 บาท / กก.ก็เป็นไปได้


Credit : www.komchadluek.net/news/485579

พาณิชย์เตรียมยื่นความเห็นกฎหมายคาร์บอนของอียู ชี้สุ่มเสี่ยงเลือกปฏิบัติ

พาณิชย์ชี้การใช้มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน

พาณิชย์เตรียมยื่นความเห็นกฎหมายคาร์บอนของอียู ชี้สุ่มเสี่ยงเลือกปฏิบัติ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ได้เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างกฎหมายมาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยกำหนดให้ผู้ที่สนใจ หรือมีข้อกังวลต่อมาตรการ สามารถส่งความเห็นได้จนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 18 พ.ย.2564 (เวลาบรัสเซลส์) ซึ่งกรมฯ เองก็อยู่ระหว่างจัดทำความเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะข้อกังวลในเรื่องความสอดคล้องกับกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) ความสุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้นำเข้ากับผู้ผลิตในอียู และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการค้าระหว่างสองฝ่าย เป็นต้น และขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการแจ้งความเห็นหรือข้อกังวลต่อมาตรการ CBAM ไปที่อียูภายในเวลาที่กำหนดด้วย

ทั้งนี้ กรมฯ ขอให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไทยไปอียู ควรเตรียมความพร้อมในการปรับตัวรับมาตรการ CBAM ที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 ซึ่งรัฐและเอกชนจะต้องร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกระบวนการผลิตไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้พลังงานทางเลือกที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา  กรมฯ ได้ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อเตรียมรับมือในเบื้องต้น

สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าว อียูกำหนดใช้กับสินค้านำเข้า 5 ชนิด ได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ต้องซื้อใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อกระตุ้นให้ประเทศผู้ส่งออกเร่งผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมตามที่อียูกำหนด โดยมาตรการ CBAM จะมีผลบังคับใช้ในปี 2566 เริ่มจากในช่วง 3 ปีแรก (2566-2568) ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้นำเข้าจะต้องแจ้งข้อมูลปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้าต่ออียู และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 จะเริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ผู้นำเข้าต้องซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM ให้หน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศสมาชิกอียู และมีความเป็นไปได้มากที่หลังจากนั้น อียูจะขยายมาตรการให้ครอบคลุมไปถึงสินค้าประเภทอื่น ๆ

ในปี 2563 ไทยส่งออกสินค้าตามรายการที่ครอบคลุมในมาตรการ CBAM ไปยังอียู เป็นมูลค่า 145.08 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 4.25% ของการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยไปสู่โลก ประกอบด้วยเหล็กและเหล็กกล้า 104.46 ล้านดอลลาร์หรือ 5.03 % และของการส่งออกของไทยไปสู่โลก  อะลูมิเนียม 40.62 ล้านดอลลาร์หรือ 4.58 % ของการส่งออกของไทยไปสู่โลก  ส่วนซีเมนต์ ปุ๋ย และไฟฟ้า ไทยส่งออกไปอียูในปริมาณที่น้อยมาก หรือไม่มีการส่งออก



Credit : www.bangkokbiznews.com/business/964746

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

เมื่อน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง! ‘ราคาน้ำมัน’ หน้าปั๊ม มีค่าอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?

ตั้งแต่ช่วงปลายปี ก.ย. 64 ถึงต้น ต.ค. “ราคาน้ำมันขึ้น” จนหลายคนเกิดคำถามว่า ราคาน้ำมันเแพงขึ้นเพราะอะไร หรือมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่สามารถดันราคาน้ำมันให้ขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดเจน

“กรุงเทพธุรกิจออนไลน์” ชวนไปส่อง “ค่าใช้จ่าย” ที่ซ่อนอยู่ใน “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” ทุกๆ หยดที่ล้วนมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันราคาสูงขึ้นหรือลดลงต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

  •  “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” มีค่าใช้จ่ายอะไรซ่อนอยู่บ้าง ? 

ข้อมูลจาก “กระทรวงพลังงาน” ระบุว่า “โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย” ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่

1. ราคาหน้าโรงกลั่น หรือราคาเนื้อน้ำมัน คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังไม่ได้รวมภาษี กองทุน และค่าการตลาด

2. ภาษีสรรพสามิต คือภาษีที่จัดเก็บสินค้าที่มีผลกระทบต่อสังคม ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดการใช้ของสินค้าเหล่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นการจัดหารายได้ให้แก่ภาครัฐ ซึ่งเงินส่วนหนึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสังคม

3. ภาษีมหาดไทย (ภาษีเทศบาล) คือ ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นตามมาตรา 4 ของ พรบ.จัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 และส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทย มีอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภท

4. เงินที่เรียกเก็บเข้า/อุดหนุน จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง วัตถุประสงค์หลักคือการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ

5. เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550

วัตถุประสงค์ คือ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินในมาตรา 25 โดยมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นผู้กำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ รวมทั้งกำหนดอัตราการส่งเงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนฯ 

6. ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการในส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการชนิดต่างๆ

โดยปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจการขายสินค้า การให้บริการทุกชนิด และการนำเข้า อยู่ที่อัตรา 7%

7. ค่าการตลาด คือ ผลตอบแทนที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จะได้รับจากการทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ซึ่งรวมถึงผลตอบแทนของการลงทุนก่อสร้างคลังน้ำมัน ระบบขนส่ง การก่อสร้างสถานีบริการ การส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจทุกอย่าง รวมถึงค่าใช้จ่ายบุคลากร

ดังนั้น ค่าการตลาดจึงมิใช่กำไรของผู้ประกอบการ แต่เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจซึ่งรวมถึงกำไรด้วย

8. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาด คิดเป็น 7% ของค่าการตลาด

  •  ใครคือผู้กำหนด “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” ในไทย ? 

คำถามมาคือ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้ที่ซ่อนอยู่ แล้วใครคือกำหนด “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ผู้กำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในประเทศไทยคือ “ผู้ค้าปลีก” หรือ “ปั๊มน้ำมัน” ต่างๆ ซึ่งการกำหนดราคาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น

– ค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ (ต้นทุนน้ำมันและการจัดส่ง)

– ค่าใช้จ่ายในการบริหารสถานีบริการน้ำมัน เช่น เงินเดือน ค่าเช่าที่ดินและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ

– การแข่งขันกับสถานีบริการอื่นๆ ในย่านเดียวกัน

โดยจะมีการคำนวณราคาน้ำมันอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ก็กำกับดูแลทางด้านราคาน้ำมันในภาพรวมอีกทอดหนึ่งด้วย

  •  ทำไมราคาน้ำมันหลายประเทศ ถูกกว่าไทย ? 

“ราคาน้ำมัน” ในประเทศต่างๆ มีปัจจัยที่แตกต่างกัน เช่น ต้นทุนการซื้อน้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันที่กลั่นขึ้นภายในประเทศย่อมมีราคาถูกกว่าน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำมีส่วนให้ราคาน้ำมันแต่ละประเทศต่างกัน เช่น

– ภาษีสรรพสามิตและภาษีต่างๆ

– การชดเชยราคาน้ำมันของรัฐ เช่น ในประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

– ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นๆ

เพราะฉะนั้น “ราคาน้ำมัน” ที่ขึ้นลง จึงเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยซึ่งต้องในแต่ละช่วงเวลาอาจต้องมาวิเคราะห์ลงในรายละเอียดว่าอะไรที่มีผลต่อราคาน้ำมันในเวลานั้น ทั้งในภาพรวมของตลาดโลก และในบริบทของแต่ละประเทศด้วย



Credit : www.bangkokbiznews.com/business/964109

6 เทคนิค สร้างสมาธิ ให้ทำงานมีประสิทธิภาพ

6 เทคนิค สร้างสมาธิ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน

เทคนิค สร้างสมาธิ ให้ทำงานมีประสิทธิภา
หลายคนประสบปัญหา ไม่สามารถโฟกัสกับงานได้นานๆ หรือบางทีรู้สึกไม่มีสมาธิ ทำให้งานที่ทำอยู่ไม่ประสบผลสำเร็จเสียที วันนี้เราจึงมีเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วย สร้างสมาธิ ให้จดจ่อได้นานและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อมนุษย์จดจ่อได้ลดลง

บริษัท Microsoft เผยแพร่ผลสำรวจว่า คนยุคปัจจุบันมีสมาธิจดจ่อสั้นลงจาก 12 วินาทีเหลือเพียง 8 วินาที จนหลายครั้งไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ ชีวจิตจึงขอเสนอวิธีสร้างสมาธิมาฝาก ดังนี้

• หยุดเช็กโทรศัพท์ก่อนเข้านอน – หลังตื่นนอน

โปรดสงวนเวลานั้นไว้ให้สมองและจิตใจของคุณค่อยๆ ผ่อนคลายลงจนเข้าสู่ห้วงนิทราหรือตื่นรับวันใหม่ด้วยความสงบ

• เพิ่มเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง

การออกไปเดินเล่นในสวนใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ เปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสทุกระบบของคุณได้ทำงานตามธรรมชาติ ควรฝึกอย่างน้อยวันละ 20 – 30 นาที

• กำมือ – คลายมือ

วิธีง่ายๆ อย่างกำมือเข้าแล้วคลายฝ่ามือออกช้าๆ โดยกำหนดลมหายใจไปด้วย การขยับมือต่อเนื่องอย่างน้อยครั้งละ 2 – 3 นาที จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย

• เปิดแท็บทำงานบนคอมพิวเตอร์เพียง 2 – 3 แท็บ

การเปิดหน้าจอมากกว่านั้นไม่ได้ช่วยให้คุณทำงานเสร็จเร็วขึ้นแต่จะส่งผลในทางตรงข้าม นอกจากนนี้ควรงดใช้โซเชียลมีเดียขณะทำงานด้วย

• เลือกงานอดิเรกที่ใช้ตา มือ สมองร่วมกัน

เช่น วาดภาพ เล่นดนตรี หรือ ทำงานฝีมือเพียงสัปดาห์ละ 1 – 2 ชั่วโมง วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาททำงานสัมพันธ์กันและฝึกความอดทนได้ดี

• ใช้เวลาคุณภาพกับสิ่งมีชีวิตรอบตัว

เช่น เล่นกับลูกๆ พาสุนัขไปเดินเล่น และทำสวน นอกจากจะช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย ยังทำให้คุณมีทักษะทางสังคม มีจิตใจอ่อนโยน รับมือกับปัญหาได้อย่างใจเย็น

ลองแทรกกิจกรรมเหล่านี้เข้าไปในชีวิตประจำวันทีละน้อยทำต่อเนื่องเพียง 2 สัปดาห์ คุณจะสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตนเอง


Chedit : https://goodlifeupdate.com/healthy-body/217931.html

A neglected protein-rich ‘superfood’

A neglected protein-rich ‘superfood’
A neglected protein-rich ‘superfood’ 


The idea of biting into a burger made from crushed crickets or mixing mealworms into your fried rice may take a little getting used to. But even if the thought of eating insects turns your stomach now, bugs could – and some researchers say should – form an important part of our diet.

While the West might be unusually squeamish about insects, people have been eating them for thousands of years, and in many parts of the world the practice is commonplace. Around 2,000 insect species are eaten worldwide in countries across Asia, South America and Africa. In Thailand, heaped trays of crisp deep-fried grasshoppers are sold at markets and in Japan wasp larvae – eaten live – are a delicacy.

Yet in Europe, just 10% of people would be willing to replace meat with insects, according to a survey by the European Consumer Organisation. To some, this unwillingness to eat insects is a missed opportunity.

“Insects are a really important missing piece of the food system,” says Virginia Emery, chief executive of Beta Hatch, a US start-up that creates livestock feed out of mealworms. “[They] are definitely a superfood. Super nutrient dense, just a whole lot of nutrition in a really small package.”

A neglected protein-rich ‘superfood’

Credit: Pexel @EnginAkyurt /CC0 Public Domain

Agriculture is the biggest driver of global biodiversity loss and a major contributor to greenhouse gas emissions. Rearing livestock accounts for 14.5% of global greenhouse gas emissions, according to the United Nations Food and Agriculture Organization (FAO).

“We’re in the middle of a biodiversity mass extinction, we’re in the middle of a climate crisis, and yet we somehow need to feed a growing population at the same time,” says entomologist Sarah Beynon, who develops insect-based food at the Bug Farm in Pembrokeshire, Wales. “We have to make a change and we have to make a big change.”

Insect cultivation uses a fraction of the land, energy and water required for traditional farming, and has a significantly lower carbon footprint. Crickets produce up to 80% less methane than cows and 8-12 times less ammonia than pigs, according to a study by researchers at the University of Wageningen in the Netherlands. Methane is a highly potent greenhouse gas which, although shorter-lived in the atmosphere, has a global warming impact 84 times higher than CO2 over a 20-year period. Ammonia is a pungent gas and air pollutant that causes soil acidification, groundwater pollution and ecosystem damage.



Credit : https://iaas.org.sg/a-neglected-protein-rich-superfood/

Lego unveils brick prototype made from recycled plastic

Lego unveils brick prototype made from recycled plastic


Lego unveils brick prototype made from recycled plastic

The Lego Group is one step closer to reaching its goal of making all its products from sustainable material by 2030.

The Danish toymaker unveiled a prototype brick made from recycled plastic. In a news release, Lego said the PET plastic from discarded bottles makes up the first brick to meet the company’s “strict quality and safety requirements.” One way the company ensures safety is by sourcing materials from suppliers that use processes approved by the US Food & Drug Administration and European Food Safety Authority.

A one-liter plastic PET bottle provides enough raw material for 10 2 x 4 LEGO bricks, the company said.

“The biggest challenge on our sustainability journey is rethinking and innovating new materials that are as durable, strong and high quality as our existing bricks and fit with LEGO elements made over the past 60 years,” Lego Group Vice President of Environmental Responsibility Tim Brooks said. “With this prototype we’re able to showcase the progress we’re making.”

It will be “some time” before bricks made from recycled material can be purchased, Lego said. The company will continue to test and develop the PET formulation and decide whether to move to the pilot production phase, which is expected to take at least a year. One factor the company is testing is how the material can be colored.

“Experimentation and failing is an important part of learning and innovation. Just as kids build, unbuild and rebuild with LEGO bricks at home, we’re doing the same in our lab,” Brooks said. The move follows last year’s announcement that the company was making a $400 million investment over three years into sustainability initiatives. Those initiatives included phasing out the single-use plastic bags from its boxes and instead using recyclable paper for its packaging.In that announcement, CEO Niels B. Christiansen cited “the millions of kids who have called for more urgent action on climate change.”



Credit : https://edition.cnn.com/2021/06/26/us/lego-bricks-recycled-plastic-trnd/index.html

Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

Europe's gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions
Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

Europe’s gas crisis is also a renewables crisis, but there are ready solutions

European natural gas prices have soared so high that hundreds of millions of people could be facing cold homes or inflated energy bills over winter. There’s also fears of a knock-on impact as carbon dioxide used in food production – a byproduct of fertilizer made with natural gas – also gets more expensive.

Politicians are blaming the surge in prices on an increase in natural gas demand as the world wakes up from the pandemic, supply disruption caused by maintenance, and a less-windy-than-usual summer that saw a drop in wind-generated power.

But really, Europe’s crisis is in its renewables sector. The region has invested heavily in renewables, such as wind and solar, but it can’t get enough of this green power to the people who need it.

After the UN published its state-of-the-science climate report in August, warning the world must make deep and sustained cuts to greenhouse gas emissions this decade, there has been a growing understanding among political leaders that the transition away from fossil fuels needs to happen more quickly than planned.

There are other incentives to moving faster on renewables, however. A fuller transition would free Europe from the disruption of volatile energy markets and reduce its dependence on other oil and gas providers, such as Russia. Europe could avoid its energy security getting tangled up in geopolitical storms.

More than 40 European Union lawmakers, mostly from eastern and Baltic states, have appealed to the European Commission to launch an investigation into Russia’s state gas company Gazprom. They suspect it had been restraining its supply to push up prices and pressure Germany to expedite the launch of Nord Stream 2, a gas pipeline that runs from Russia and under the Baltic Sea to Germany.

Gazprom told CNN Business that it was supplying gas to customers abroad “in full compliance with existing contractual obligations” and that supplies were “at a level close to the historically record high” over the past eight months.The International Energy Agency said Wednesday that Russian exports to Europe were down from 2019 levels and that the country could do more to increase supplies ahead of winter.”In terms of the Russian state, there is clear evidence that it uses its gas exports for its own geopolitical gain, it uses that strategically, it’s not just a commercial venture,” said Manchester University’s Matthew Paterson, a professor of international politics who researches climate politics.”It’s used gas to get leverage over Ukraine very, very aggressively, and it seems to use it in relation to other eastern central European states,” he added.

Europe has long been a world leader in renewables. Last year, the European Union and United Kingdom used more renewable energy than fossil fuels to generate electricity.

But at the same time, the United Kingdom relies on gas for around 40% of its electricity and Europe is expanding and investing heavily in gas. The European Union currently has €87 billion ($102 billion) worth of gas projects in the pipeline, according to a report by the Global Energy Monitor (GEM).

The bloc is looking to increase gas imports by 35%, which GEM says sits “at odds with the EU’s stated goal of net-zero greenhouse gas emissions by 2050.”

Gas has been widely regarded as a “cleaner” bridging fuel to use during the transition from coal to renewables for electricity. But there are some problems with that. While gas emits less carbon than coal and oil, it is made mostly of methane, a very harmful greenhouse


Credit : https://edition.cnn.com/2021/09/22/business/europe-energy-gas-renewables-climate-cmd-intl/index.html

This startup is creating ‘real’ dairy, without cows

This startup is creating 'real' dairy, without cows
                        This startup is creating 'real' dairy, without cows

We’ve grown used to oat milk and soya milk — now a food-tech startup is taking alternative milk to the next level.California-based Perfect Day uses fungi to make dairy protein that is “molecularly identical” to the protein in cow’s milk, says co-founder Ryan Pandya. That means it can be used to make dairy products such as cheese and yogurt.”We were interested in the question of what is in milk … that gives it incredible versatility and nutrition that is somehow missing from the plant-based milks,” says Pandya.Perfect Day has assembled the gene that codes for whey protein in cow’s milk, and introduced it into a fungus. When the fungus is grown in fermentation tanks, it produces whey protein, which is then filtered and dried into a powder used in products including cheese and ice cream – which are already on the shelves in the United States and Hong Kong.”[It’s for] people who still love dairy, but want to feel better about it for themselves, for the planet, and for the animal,” says Pandya.

Fermented fungi

Although Perfect Day’s protein contains no lactose, hormones or cholesterol, it isn’t suitable for people with a dairy allergy. But as the process involves no animals, Pandya describes the product as “vegan-friendly.”

n 2020, Perfect Day launched Brave Robot ice cream with The Urgent Company, and partnered with ice cream brands N!ck’s and Graeter’s to make its products available in 5,000 stores across the United States.The company is already reaching an international market, with its protein used in Hong Kong’s Ice Age ice creams, which taste similar to regular supermarket brands and unlike some plant-based dairy alternatives, there’s no taste of coconut, banana, or other base flavors.The next product in development is cream cheese, due to be released later in 2021, says Pandya.

A rapidly growing market

Perfect Day isn’t the only company looking to science for sustainable dairy solutions. California startup New Culture is also developing cheese products without cows through a fermentation process, and TurtleTree Labs is creating milk including human milk from cultured cells.According to figures from the Good Food Institute a nonprofit that aims to boost innovation in alternative proteins $590 million was invested in fermented alternative proteins in 2020, and $300 million of that went to Perfect Day.

Plant-based milk accounted for 15% of US milk sales in 2020 and is expected to grow, says Mirte Gosker, acting managing director of the Good Food Institute in Asia Pacific.One challenge for companies is getting regulatory approval, and another is the higher price of innovative products, says Gosker. Perfect Day’s ice cream retails for about the same as high-end brands like Häagen-Dazs or Ben & Jerry’s.Many countries are eager to develop food-tech innovation. Singapore, where Perfect Day recently established a research and development lab with a government-backed agency, is “leading the way with its regulatory framework,” Gosker says. Support from “governments has a big role to play here, to invest in open-access R&D and in infrastructure,” she adds.Pandya says the startup is also seeking regulatory approval in Canada, India and Europe, as well as looking for partners in the dairy industry.”We’re developing the kinder, greener way to make your favorite foods starting in the dairy aisle, and we can’t do that alone,” says Pandya.


Credit : https://edition.cnn.com/2021/08/12/business/perfect-day-dairy-protein-hnk-intl-spc/index.html

Food firms warn of panic-buying this Christmas

Food firms warn of panic-buying this Christmas

Food firms warn of panic-buying this Christmas

Food industry bodies have warned of panic-buying this Christmas unless action is taken to address labour shortages.

The National Farmers’ Union (NFU) called for an emergency visa to allow firms to recruit from outside the UK.

UK farmers, hauliers and shops have been struggling with shortages that have been made worse by Covid and Brexit.

The government said that the UK has a “highly resilient food supply chain”.

The head of the NFU, Minette Batters, wrote to Prime Minister Boris Johnson on Wednesday warning that the food and farming sector is on a “knife edge” due to a shortage of workers across the entire supply chain.

The letter, signed on behalf of a number of food and drink trade bodies, urged the government to introduce a Covid-19 recovery visa to open up new recruitment opportunities as a matter of urgency.

“Without it, more shelves will go empty and consumers will panic buy to try to get through the winter,” Ms Batters wrote.

“That is why we must have an urgent commitment from you to enable the industry to recruit from outside the UK over the next 12 months to get us through the winter and to help us save Christmas.”

She said it is “a travesty that this is happening in parallel with UK food producers disposing of perfectly edible food as it either cannot be picked, packed, processed or transported to the end customer”.

“Every day there are new examples of food waste across the industry, from chicken to pork, fruit and vegetables, dairy and many other products. The food is there, but it needs people to get it to the consumers,” Ms Batters said.

The letter was signed on behalf of other groups such as the British Frozen Food Federation, the British Meat Processors Association, Dairy UK and the Food and Drink Federation.

Credit : www.bbc.com/news/business-58654725