จับตาคนไทยสุดอั้น! จ่อทะลักเที่ยว “ญี่ปุ่น” ปีนี้ 5 แสนคน

ตลาด “ไทยเที่ยวนอก” ฟื้นไข้โควิดครึ่งปีหลัง “สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว” คาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศปีนี้ 1 ล้านคน แห่บินเช็กอิน “ญี่ปุ่น” กว่า 50% หรือ 5 แสนคน ไม่หวั่นเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมันดันค่าแพ็คเกจทัวร์พุ่ง 30-35% ย้ำคนไทยไปญี่ปุ่นไม่ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นถึงเข็มที่ 5


เมื่อปี 2562 นับเป็น “ปีทอง” ของตลาด “คนไทยเที่ยวต่างประเทศ” มีมูลค่าการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท จากจำนวนคนไทยเที่ยวนอก 11 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งมีมูลค่าใช้จ่าย 3 แสนล้านบาท จากจำนวน 10 ล้านคน

“ปัจจัยบวก” ในช่วงนั้นมีทั้งเรื่องเงินบาทแข็งค่า การแข่งขันอำนวยความสะดวกของประเทศต่างๆ เช่น มาตรการยกเว้นวีซ่า รวมถึงบรรดาสายการบินกระหน่ำโปรโมชั่น โดยเฉพาะเส้นทางสู่ “ญี่ปุ่น” จุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวไทย ได้อานิสงส์ไปแบบเต็มกำลัง แต่แล้วต้องมาสะดุดเพราะมหาวิกฤติโควิด-19

นายโชติช่วง ศูรางกูร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า ผ่านไปกว่า 2 ปี ขณะนี้บริษัททัวร์ในไทยเริ่มขายแพ็คเกจทัวร์ไปญี่ปุ่นมากขึ้น มีแนวโน้มเห็นกระแสการเดินทางชัดเจนตั้งแต่เดือน ก.ค.นี้เป็นต้นไป หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดประเทศแบบมีเงื่อนไข ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นกรุ๊ปทัวร์และมีไกด์นำเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.2565 เป็นต้นไป

แม้ญี่ปุ่นประกาศผ่อนคลายมาตรการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังเป็นการเปิดฯแบบมีเงื่อนไข อนุญาตให้เที่ยวเฉพาะกรุ๊ปทัวร์เท่านั้น โดยต้องมีไกด์ทัวร์ และใช้บริการแลนด์ โอเปอเรเตอร์ (Land Operator) ที่ได้รับใบอนุญาตทำทัวร์ในญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นผู้ประสานงานกรอกข้อมูลของนักท่องเที่ยวในระบบสาธารณสุขที่กำหนด และใช้เวลาอนุมัติ 3-4 วัน จากนั้นจะส่งต่อผลอนุมัติให้บริษัททัวร์ในไทยเพื่อประสานขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาอีกราว 3 วัน รวมขั้นตอนการกรอกข้อมูลและขอวีซ่าอยู่ที่ 7 วันทำการ

++ ย้ำคนไทยเที่ยวญี่ปุ่นไม่ต้องฉีดเข็ม 5

“ปัจจุบันญี่ปุ่นจัดให้ประเทศไทยอยู่ใน 68 ประเทศที่เป็น Blue Zone จึงไม่ต้องแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีน (Vaccination Certificate) เขาไม่ดูว่านักท่องเที่ยวไทยมีประวัติฉีดวัคซีนมาแล้วกี่เข็ม เพราะฉะนั้นคนไทยที่อยากไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องไปฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ในกรณีที่ฉีดวัคซีนชนิด mRNA ยี่ห้อไฟเซอร์ โมเดอร์นา หรือชนิดไวรัล เวคเตอร์ ยี่ห้อ แอสตร้าเซเนก้า มาแล้ว 2 เข็ม ขณะเดียวกันไม่ต้องไปฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 5 ในกรณีที่ฉีด 2 เข็มแรกด้วยวัคซีนเชื้อตาย ยี่ห้อซิโนแวค และซิโนฟาร์ม”

++ ค่าแพ็คเกจทัวร์แดนปลาดิบพุ่ง 30-35%

ด้านราคาแพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นในปัจจุบัน มีการปรับขึ้น 30-35% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด เนื่องจากต้นทุนพุ่ง ทั้งราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าตั๋วเครื่องบินและค่ารถบัสนำเที่ยวในญี่ปุ่น สถานการณ์เงินเฟ้อที่ส่งผลต่อค่าที่พักและค่าอาหาร

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่ม เช่น ค่าวีซ่า ประมาณ 1,500 บาทต่อคน และค่าตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR ก่อนเดินทาง 72 ชั่วโมงทั้งขาเข้าและขาออกจากญี่ปุ่น ประมาณ 5,000 บาท ตามข้อกำหนดของบางสายการบิน อาทิ เจแปน แอร์ไลน์ส (JAL) และออล นิปปอน แอร์เวย์ส (ANA) ซึ่งปัจจุบันให้บริการเที่ยวบินสู่จุดหมายต่างๆ ในญี่ปุ่นที่มากกว่าการบินไทย ขณะที่ราคาตั๋วบินของการบินไทยตอนนี้ถือว่าค่อนข้างสูงมาก

“ช่วงราคาขายแพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นในตอนนี้จึงอยู่ที่ 4-6 หมื่นบาท สำหรับการเดินทาง 5 วัน 3 คืน และ 6 วัน 4 คืน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งขายที่ 3-4 หมื่นบาท ทำให้บริษัทหนุ่มสาวทัวร์ประเมินเทรนด์ว่านักท่องเที่ยวไทยต้องการเที่ยวนานขึ้น จึงปรับมาขายแพ็คเกจทัวร์แบบ 8 วัน 6 คืน ราคา 7.5 หมื่นบาท (ยังไม่รวมค่าวีซ่าและตรวจ RT-PCR) เน้นเจาะกรุ๊ปเล็ก เดินทางไปเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน”

ลุ้นญี่ปุ่นเปิดรับนักท่องเที่ยว FIT ต.ค.นี้

และตามที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า เตรียมผ่อนคลายเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแบบทั้งกรุ๊ปทัวร์และกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (F.I.T.) ราวเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ โดยยังไม่มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติม ส่วนตัวมองว่าที่ประกาศออกมาเช่นนี้ก่อน อาจเป็นเพราะต้องการลดแรงกระแทกทางด้านเศรษฐกิจ และน่าจะประกาศให้เริ่มมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไป

“ญี่ปุ่นถือเป็นจุดหมายในใจคนไทยที่อยากกลับไปเที่ยวมากที่สุด และเทรนด์การท่องเที่ยวคือกลับไปรีสตาร์ท ไปเที่ยวเพื่อสำรวจเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น โตเกียว กันอีกครั้ง หลังไม่ได้ไปเยือนมานานกว่า 2 ปีนับตั้งแต่โควิด-19 ระบาด โดยตอนนี้รอลุ้นทางการญี่ปุ่นประกาศเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ เพราะคนยังค่อนข้างกังวลว่าจะเปิดๆ ปิดๆ อีกรอบ”

คาดปี 65 ‘ไทยเที่ยวนอก’ แตะ 1 ล้านคน

นายโชติช่วง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศตลอดปี 2565 ได้จำนวนถึง 1 ล้านคนก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะมีปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น ภาพรวมค่าแพ็คเกจทัวร์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% เมื่อเทียบกับปี 2562 และยังมีค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ อีก ทำให้นักท่องเที่ยวไทยนิยมเที่ยวนานขึ้น ด้วยความถี่น้อยลง กระแสการเดินทางน่าจะฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4 นี้ โดยคาดการณ์ว่าจะเป็นตลาดคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นถึง 50% หรือคิดเป็น 5 แสนคนในปีนี้ ในกรณีที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม F.I.T. ด้วย และเพิ่มขีดการรองรับเป็นวันละมากกว่า 5 หมื่นคนขึ้นไป จากปัจจุบันกำหนดที่วันละ 2 หมื่นคน

“ส่วนแนวโน้มปี 2566 คาดว่าการฟื้นตัวของตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศจะเป็นแบบก้าวกระโดด มีจำนวน 7-8 ล้านคน เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่ม F.I.T. เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น ก่อนจะฟื้นตัวได้เกือบ 100% ในปี 2567 ใกล้เคียงจำนวน 11 ล้านคนของปี 2562”

สนใจสัมผัสโปรดักต์ใหม่ ‘รถไฟจีน-ลาว’

ด้านสถานการณ์ทัวร์ไทยไปจุดหมายอื่นๆ ในเอเชียช่วงนี้ มีกระแสการเดินทางไปเกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมถึง สปป.ลาว ซึ่งนักท่องเที่ยวไทยสนใจไปสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ เช่น การนั่งรถไฟความเร็วสูง เส้นทางจีน-ลาว ส่วนฮ่องกงและไต้หวันมีแนวโน้มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติภายในปีนี้

“ในภาพรวมตอนนี้ถือว่าแต่ละจุดหมายต่างแข่งขันกัน ดันเรื่องการท่องเที่ยวฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุคหลังโควิด-19”

ราคาทัวร์ยุโรปพุ่ง “เที่ยวสวิส” เหยียบแสนบาท

ฟากตลาดทัวร์ไทยเที่ยวยุโรป เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ช่วงซัมเมอร์ของยุโรป ตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่จึงเลือกเดินทางไปเที่ยวหน้าหนาวต้นปี 2566 โดยเฉพาะพีคซีซั่นเดือน มี.ค.-เม.ย. ซึ่งมีช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ จุดหมายยอดนิยมยังคงเป็นสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ โดยราคาแพ็คเกจทัวร์ (ไม่รวมค่าวีซ่าและบริการทำประกัน) สูงขึ้นประมาณ 30% เช่น แพ็คเกจทัวร์สวิตเซอร์แลนด์ ราคาเหยียบ 1 แสนบาท แพ็คเกจทัวร์ฝรั่งเศสราคาประมาณ 8 หมื่นบาท สำหรับการเดินทาง 8 วัน

“หลักๆ เป็นการปรับขึ้นตามค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถบัส ค่าน้ำมันสายการบิน โดยเฉพาะค่าตั๋วบินเส้นทางไปยุโรปสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนประมาณ 15-20% อยู่แล้ว เนื่องจากยังมีเที่ยวบินให้บริการน้อย ทำให้บริษัททัวร์ปรับไปใช้บริการของสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ส (Turkish Airlines) เพื่อเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศตุรกี เพราะราคาตั๋วบินถูกกว่าจากค่าเงินด้วย” นายโชติช่วง กล่าว

Credit : www.bangkokbiznews.com/business/1010687

Leave a Reply